รีเซต

จีนจ่อประจำการเครื่องบินรบสเตลธ์ J-20 ครบ 1,000 ลำ ภายในปี 2030

จีนจ่อประจำการเครื่องบินรบสเตลธ์ J-20 ครบ 1,000 ลำ ภายในปี 2030
TNN ช่อง16
24 มกราคม 2569 ( 08:37 )
14

22 มกราคมที่ผ่านมา รายงานวิเคราะห์ล่าสุดจากสถาบัน Royal United Services Institute (RUSI) ชี้ว่า กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน (PLAAF) กำลังเดินหน้าเร่งการผลิตเครื่องบินรบยุคที่ 5 รุ่น J-20 Mighty Dragon อย่างเต็มรูปแบบ โดยคาดว่าจำนวนเครื่องบินประจำการจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1,000 ลำ ภายในปี 2030 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางอากาศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอย่างมีนัยสำคัญ

โครงการทดลองสู่การผลิตจำนวนมาก

ศาสตราจารย์ จัสติน บรองค์ (Justin Bronk) นักวิจัยอาวุโสด้านอำนาจทางอากาศของ RUSI ระบุว่า จีนได้ก้าวพ้นระยะการผลิตเชิงทดลองไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัวแล้ว โดยข้อมูล ณ ปลายปี 2025 ชี้ว่า จีนสามารถผลิตเครื่องบิน J-20A และ J-20S ได้ราว 120 ลำต่อปี

ปัจจุบันมีการประเมินว่าจีนมีเครื่องบิน J-20 ประจำการแล้วประมาณ 300 ลำ กระจายอยู่ในอย่างน้อย 13 กรมบิน ซึ่งแตกต่างจากสหรัฐฯ ที่มีเครื่องบิน F-22 Raptor เพียง 187 ลำ และยุติสายการผลิตไปแล้ว ขณะที่ฝูงบิน F-35 แม้มีจำนวนมากกว่า แต่ถูกกระจายไปยังประเทศพันธมิตรทั่วโลก ในทางตรงกันข้าม J-20 ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพอากาศจีนเพียงประเทศเดียว 

สมรรถนะใหม่ พิสัยไกล และอาวุธเหนือชั้น

รายงานระบุว่าความได้เปรียบของ J-20 ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเท่านั้น แต่รวมถึงการพัฒนาด้านสมรรถนะ โดยเฉพาะการติดตั้งเครื่องยนต์ WS-15 ที่มีแรงขับสูงขึ้น ทำให้เครื่องบินมีรัศมีปฏิบัติการเกิน 2,000 กิโลเมตรโดยไม่ต้องพึ่งการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ เพิ่มความสามารถในการปฏิบัติการเหนือช่องแคบไต้หวัน ทะเลจีนใต้ และพื้นที่รอบเกาะกวม

ในด้านอาวุธ J-20 ถูกออกแบบให้ใช้งานขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยไกล PL-15 ที่มีระยะยิงมากกว่า 200 กิโลเมตร และขีปนาวุธ PL-17 ที่มีพิสัยสูงถึง 400 กิโลเมตร ซึ่งมุ่งโจมตีเป้าหมายมูลค่าสูง เช่น เครื่องบินเติมน้ำมันและเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า (AEW) ของฝ่ายตรงข้าม

ความท้าทายโดยตรงต่อสหรัฐฯ และพันธมิตร

สถาบัน Royal United Services Institute (RUSI) ประเมินว่า การขยายตัวของฝูงบิน J-20 กำลังบั่นทอนความได้เปรียบทางอากาศที่ชาติตะวันตกเคยครองมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบไต้หวัน การที่จีนมุ่งพัฒนาเครื่องบินรบสเตลธ์พิสัยไกลและมีอัตราการอยู่รอดสูง กำลังท้าทายแนวคิดการวางกำลังทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกโดยตรง

ศาสตราจารย์ บรองค์ เตือนว่า ศักยภาพทางอากาศของจีนในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อปี 2020 อย่างสิ้นเชิง จากการผสานกันของจำนวนเครื่องบินสเตลธ์ ขีปนาวุธระยะไกล และระบบเซนเซอร์ที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเดียว

โครงสร้างกองทัพอากาศยุคใหม่แบบบูรณาการ

นอกเหนือจาก J-20 แล้ว จีนยังมีแผนจัดหาเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ J-16 ราว 900 ลำ และ J-10C อีกกว่า 300 ลำ ภายในปี 2030 เพื่อปฏิบัติการร่วมกันในรูปแบบเครือข่ายการรบ หรือ Kill Web ที่เชื่อมโยงอากาศยาน โดรนรบ และระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดินเข้าด้วยกัน

รายงานสรุปว่า หากจีนสามารถประจำการ J-20 ได้ถึงระดับ 1,000 ลำ ตามเป้าหมาย จะถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่บีบให้สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ต้องเร่งทบทวนยุทธศาสตร์การป้องปรามและการลงทุนด้านกลาโหมใหม่อย่างจริงจัง ก่อนที่ดุลอำนาจทางอากาศจะเอนเอียงไปทางจีนจนยากต่อการถ่วงดุล 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง