รีเซต

โรคติดเชื้อที่ต้องเฝ้าระวังในยุคเอลนีโญ เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน เชื้อโรคก็ปรับตัว

โรคติดเชื้อที่ต้องเฝ้าระวังในยุคเอลนีโญ เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน เชื้อโรคก็ปรับตัว
TNN ช่อง16
26 มิถุนายน 2569 ( 10:02 )
13

ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" (El Niño) ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นหรือเกิดภัยแล้งเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อระบบนิเวศ การกระจายตัวของเชื้อโรค และการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อหลายชนิด จนองค์การอนามัยโลก (WHO) และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคที่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

งานวิจัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้น ปริมาณน้ำฝนที่แปรปรวน รวมถึงภาวะน้ำท่วมสลับภัยแล้งจากเอลนีโญ ล้วนสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค การขยายพันธุ์ของสัตว์พาหะ และการเปลี่ยนแปลงแหล่งอาศัยของสัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค ส่งผลให้โรคติดเชื้อบางชนิดมีแนวโน้มระบาดได้ง่ายขึ้นและรุนแรงขึ้น

ทำไมเอลนีโญจึงทำให้โรคติดเชื้อเพิ่มขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจากเอลนีโญส่งผลต่อการแพร่ระบาดของโรคผ่านหลายกลไก ได้แก่

  • อุณหภูมิที่สูงขึ้น ช่วยให้เชื้อแบคทีเรียและไวรัสบางชนิดเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น
  • น้ำท่วมและฝนตกหนัก ทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อนเชื้อโรค และเพิ่มความเสี่ยงของโรคทางเดินอาหาร
  • ภัยแล้ง ทำให้ประชาชนต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่ไม่สะอาดมากขึ้น
  • ความร้อนและความชื้นสูง ทำให้ยุงลายและแมลงพาหะขยายพันธุ์ได้เร็วขึ้น เพิ่มโอกาสการแพร่โรค
  • การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ส่งผลให้สัตว์ฟันแทะและสัตว์ป่าซึ่งเป็นแหล่งรังโรคเคลื่อนย้ายเข้าใกล้ชุมชนมนุษย์มากขึ้น

องค์การอนามัยโลกระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเกิดโรคติดเชื้อในศตวรรษที่ 21 และคาดว่าจะเพิ่มภาระโรคในหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะประเทศเขตร้อน

โรคระบบทางเดินอาหาร

โรคระบบทางเดินอาหารเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคที่พบการระบาดเพิ่มขึ้นหลังเกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม หรืออุณหภูมิของแหล่งน้ำสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อ Vibrio cholerae ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอหิวาตกโรค และเชื้อ Salmonella ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ

เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเพิ่มจำนวนได้ดีในสภาพน้ำอุ่น เมื่อเกิดน้ำท่วมหรือระบบระบายน้ำเสียได้รับความเสียหาย เชื้อโรคอาจปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำดื่ม น้ำใช้ และอาหาร ทำให้เกิดการระบาดในวงกว้างได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ระบบสุขาภิบาลยังไม่สมบูรณ์

ผู้ติดเชื้อมักมีอาการถ่ายเหลวอย่างรุนแรง อาเจียน และสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจเกิดภาวะช็อกจากการขาดน้ำและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

การป้องกันที่สำคัญ ได้แก่ การดื่มน้ำสะอาด รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ล้างมือด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจปนเปื้อนในช่วงเกิดน้ำท่วมหรือการระบาดของโรค


โรคจากสัตว์สู่คน 

โรคจากสัตว์สู่คนเป็นอีกกลุ่มโรคที่ได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ตัวอย่างสำคัญคือการติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus)

เอลนีโญส่งผลให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง ทั้งปริมาณอาหารและแหล่งอาศัยของสัตว์ฟันแทะ ในบางพื้นที่ประชากรหนูเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว หรืออพยพเข้ามาใกล้ชุมชนเพื่อหาอาหารและน้ำ ทำให้มนุษย์มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคมากขึ้น

ไวรัสฮันตาถูกขับออกมากับปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลายของหนู เมื่อสิ่งขับถ่ายแห้งจะสามารถฟุ้งกระจายเป็นละอองในอากาศ หากสูดดมเข้าไปก็อาจติดเชื้อได้ ผู้ป่วยมักเริ่มด้วยไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย ก่อนลุกลามเป็นภาวะปอดอักเสบหรือระบบหายใจล้มเหลวในรายที่มีอาการรุนแรง

การป้องกันควรมุ่งลดการสัมผัสสัตว์ฟันแทะ โดยกำจัดแหล่งอาหารของหนู ปิดช่องทางที่หนูสามารถเข้าบ้านได้ ทำความสะอาดพื้นที่ที่พบมูลหนูด้วยวิธีที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการกวาดแห้งที่อาจทำให้ฝุ่นปนเปื้อนเชื้อฟุ้งกระจายในอากาศ



โรคจากแมลงพาหะ

โรคจากแมลงพาหะเป็นกลุ่มโรคที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออกจากไวรัสเดงกี และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรค

อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ยุงลายเจริญเติบโตเร็วขึ้น ใช้เวลาจากไข่จนเป็นยุงตัวเต็มวัยสั้นลง และสามารถวางไข่ได้มากกว่าเดิม นอกจากนี้ ความร้อนยังทำให้ไวรัสภายในตัวยุงเพิ่มจำนวนได้เร็ว ส่งผลให้ยุงสามารถแพร่เชื้อสู่คนได้ภายในระยะเวลาที่สั้นลง

ขณะเดียวกัน ฝนที่ตกสลับกับอากาศร้อนทำให้เกิดแหล่งน้ำขังตามภาชนะต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่สำคัญ จึงทำให้จำนวนยุงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มโอกาสเกิดการระบาดของโรคในชุมชน

โรคไข้เลือดออกมักมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว และอาจมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง ส่วนโรคซิกามักมีอาการไข้ต่ำ ผื่น และตาแดง แม้ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง แต่หากเกิดในหญิงตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายอย่างสม่ำเสมอ ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำ เปลี่ยนน้ำในแจกันหรือภาชนะรองกระถางต้นไม้ ใช้ยากันยุง สวมเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกาย และติดตั้งมุ้งลวดหรือมุ้งนอนเพื่อลดการถูกยุงกัด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง