รีเซต

จับสัญญาณ "แรงงานไทย" เสี่ยงตกงานสูง ?

จับสัญญาณ "แรงงานไทย" เสี่ยงตกงานสูง ?
TNN ช่อง16
26 สิงหาคม 2569 ( 09:34 )
9

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสอง ปี 2026  ระบุว่าสถานการณ์การจ้างงานปรับตัวดีขึ้น ผู้มีงานทำมีจำนวน 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากการขยายตัวของการจ้างงานทั้งภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม ที่ร้อยละ 6.5 และ 4.5 ตามลำดับ 


โดยภาคเกษตรกรรมได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของการผลิตภาคเกษตร  และราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ความล่าช้าของฝนจะทำให้กำลังแรงงานรอฤดูกาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0  ขณะที่นอกภาคเกษตรกรรมได้แรงหนุนจากการจ้างงานในสาขาก่อสร้างที่ขยายตัวร้อยละ 8.3 ตามการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน และในสาขาโรงแรมและภัตตาคารที่ขยายตัวร้อยละ 5.8 จากการท่องเที่ยวในประเทศ ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว



แม้การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น  แต่ยังไม่เพียงพอรองรับกําลังแรงงานที่เข้าสู่ตลาด เนื่องจากผู้ว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยไตรมาสสองปีนี้มีผู้ว่างงานในภาพรวมจำนวน 400,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 จากช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 0.95  ถือเป็นอัตราการว่างงานสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส  หรือนับแต่ไตรมาส 3 ปี 2024  (อัตราการว่างงานในภาพรวมอยู่ที่ร้อยละ 1.02 ) 


โดยเพิ่มจากกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนเป็นหลัก (เพิ่มขึ้น 71,000 คน)  โดยสาเหตุการว่างงานในกลุ่มนี้พบว่า เกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 41.1) เป็นการลาออกจากงาน และส่วนใหญ่มาจากสาขาการค้าส่งและค้าปลีก (ร้อยละ 22.1) และสาขาการผลิต (ร้อยละ 20.1)  ขณะที่กลุ่มที่ไม่เคยทำงานมาก่อนปรับตัวลดลง แต่หากพิจารณาอัตราการว่างงานตามระดับการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้จบอุดมศึกษายังคงมีอัตราการว่างงานสูงสุดที่ร้อยละ 1.70 แม้จำนวนผู้ว่างงานจะลดลง 


สำหรับการว่างงานในระบบประกันสังคม พบว่าไตรมาสสองปีนี้ มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 290,000 คน เป็นอัตราการว่างงานในระบบที่ร้อยละ 2.37  เป็นอัตราการว่างงานในระบบสูงที่สุดในรอบ 17 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2022  (อัตราการว่างงานในระบบอยู่ที่ร้อยละ 2.72) 


สภาพัฒน์ระบุว่า การว่างงานในระบบประกันสังคมสอดคล้องกับข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีธุรกิจแจงเลิกประกอบกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 98,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นในเกณฑ์ สูงถึงร้อยละ 224.1 เทียบกับทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 30,500 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน 


สะท้อนให้เห็นว่า แม้จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่จะขยายตัวต่อเนื่องตามธุรกิจขนาดเล็ก แต่เริ่มเห็นสัญญาณการแจ้งเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้นทั้งในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น และเมื่อพิจารณาจากทุนจดทะเบียนธุรกิจ พบว่า ทุนจดทะเบียนในธุรกิจจัดตั้งใหม่ลดลงในทุกขนาดธุรกิจ ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการเพิ่มขึ้นในทุกขนาดธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจใหม่มากขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก



นอกจากผู้ว่างงานจะเพิ่มขึ้นแล้ว ผู้ว่างงานระยะยาวตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป มีจำนวน 81,000  คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.3  จากกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนเป็นหลัก โดยสาเหตุสำคัญของการว่างงานในกลุ่มนี้มาจากการลาออกเอง


นอกจากนี้ยังพบว่าผู้เสมือนว่างงาน หรือผู้มีงานทำที่มีชั่วโมงการทำงานอยู่ในระดับต่ำ  (ผู้ที่ทำงาน 0-20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในภาคเกษตรกรรม และผู้ที่ทำงาน 0-24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  นอกภาคเกษตรกรรม) มีจำนวน 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งในภาคเกษตรกรรมร้อยละ 3.7 และนอกภาคเกษตรกรรมถึงร้อยละ 14.5 



ขณะที่สถานการณ์ “ค่าจ้างแรงงาน” ในไตรมาส 2 ปีนี้ สภาพัฒน์ระบุว่า ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานยังคงปรับลดลง ในภาพรวมค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานอยู่ที่ 15,937 บาท ต่อคนต่อเดือน ลดลงร้อยละ 0.25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระที่ลดลงร้อยละ 1.96 มาอยู่ที่ 16,059 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มลูกจ้างในระบบอยู่ที่ 15,853 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.90 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างเอกชน และของลูกจ้างรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ที่ร้อยละ 1.13 และร้อยละ 0.18 ตามลำดับ 


อย่างไรก็ตาม เมื่อปรับด้วยผลอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ  2.70 พบว่า “ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริง” ในภาพรวมลดลงร้อยละ 2.88  โดยลดลงทั้งค่าจ้างที่แท้จริงของกลุ่มอาชีพอิสระและของลูกจ้างในระบบที่ร้อยละ 4.54 และร้อยละ 1.76 ตามลำดับ


สำหรับแนวโน้มสถานการณ์แรงงานไทยในระยะต่อไป สภาพัฒน์ระบุว่ามีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญได้แก่ 


1. การบังคับใช้กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 126 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อเป็นเงินก้อนให้แก่ลูกจ้างเมื่อออกจากงานในทุกกรณี โดยมาจาก การร่วมส่งเงินสมทบระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และไม่มีการจัดสวัสดิการในลักษณะเดียวกันตามกฎหมายอื่น อาทิ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 


ทั้งนี้ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2026 เป็นต้นไปและคาดว่าในปี 2026 จะมีสถานประกอบการที่อยู่ในข่ายต้องนำส่งเงินสบทบกว่า 107,000 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 80.7 ของสถานการณ์ประกอบที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ครอบคลุมลูกจ้างราว 5.7 ล้านคน  


อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์กังวลว่า ลูกจ้างจำนวนหนึ่งยังไม่ทราบถึงสิทธิประโยชน์ของกองทุนฯ ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่ได้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึ่งได้รับ จึงควรเร่งส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับการพัฒนาระบบรองรับการขึ้นทะเบียน การสำส่งเงินสมทบ และการกำกับติดตามการดำเนินงาน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ



2. ความเสี่ยงต่อการจ้างงานในภาคเกษตรจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเป็นซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปี 2026  ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาภัยแล้งจากปริมาณฝนที่ลดลงและฝนทิ้งช่วงยาวนานขึ้น โดยรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ในช่วงระหว่างวันที่ 1 เมษายน - 9 กรกฎาคม 2026 พบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว 5 จังหวัด (อุทัยธานี ฉะเชิงเทรา ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และนครศรีธรรมราช) ครอบคลุมพื้นที่เกษตร 8,646 ไร่ และเกษตรกร 4,453 ราย 


ทั้งนี้ งานศึกษาของ Krungthai COMPASS คาดว่า ผลกระทบของเอลนีโญจะต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2027 ทำให้ภาคเกษตรเสียหายถึง 62,000 ล้านบาท โดยข้าวได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 43,000 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้เกษตรกรในปี 2026 มีแนวโน้มลดลงประมาณร้อยละ 8.0 อาจทำให้ความต้องการแรงงานภาคเกษตรลดลง และเร่งให้แรงงานบางส่วนย้ายไปทำงานในภาคเกษตรอื่น จึงควรเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบต่อแรงงานภาคเกษตร โดยส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่มีตลาดรองรับ และในระยะยาวควรพัฒนาพันธุ์พืชทนแล้งควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ


3.  การลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (1 ตุลาคม 2568 - 28 พฤษภาคม 2569) กรมการจัดหางานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ ตรวจสอบการทำงานของแรงงานข้ามชาติทั่วประเทศ พบการทำงานผิดกฎหมายแล้ว 3,217 ราย ในจำนวนนี้เป็นการลักลอบประกอบอาชีพสงวน 1,053 ราย เช่น งานเร่ขายสินค้า งานนวดไทย งานตัดผม งานเสริมสวย และงานขับขี่ยานพาหนะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.3 จากปีก่อน (1 ตุลาคม 2024 - 18 เมษายน 2025) 


จึงควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการทำงานของแรงงานข้ามชาติ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายกับนายจ้างที่จ้างแรงงานผิดกฎหมายและแรงงานข้ามชาติที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตหรือประกอบอาชีพสงวน ทั้งนี้ หากพบ การกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่สายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2


จากข้อมูลข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มสถานการณ์แรงงานไทยในระยะต่อไป หรือช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีความท้าทายและความเสี่ยงจะถูกเลิกจ้าง หากมีการเลิกกิจการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่สูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 


อย่างไรก็ดี ต้องติดตามการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่องในเกณฑ์สูงถึงร้อยละ 13.4 ในไตรมาส 2 ปีนี้ และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาสนับตั้งแต่ไตรมาสที่สี่ของปี 2012 จะเข้ามาสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานหรือรองรับกำลังแรงงานที่จะเข้าสู่ตลาดได้มากน้อยแค่ไหน 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง