นักกฎหมายชี้ปมฮั้ว สว.เกิดก่อนรัฐบาลอนุทิน จ่อแจ้งความอดีต กกต.

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน แสดงความคิดเห็นกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน เตรียมพิจารณายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยมีประเด็นเกี่ยวกับคดีที่ถูกเรียกว่า “ฮั้ว สว.” เป็นหนึ่งในประเด็นทางการเมือง
ดร.ณัฐวุฒิอธิบายว่า ระบบรัฐสภากำหนดกลไกตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารผ่านกลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนด
สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดร.ณัฐวุฒิมองว่า ต้องพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย รวมถึงเงื่อนไขและขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า เมื่อเปิดสมัยประชุมครั้งที่ 2 วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ฝ่ายค้านสามารถใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยรูปแบบของญัตติจะเป็นไปตามที่ฝ่ายค้านเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
ชี้เหตุเกี่ยวกับการเลือก สว.เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลปัจจุบัน
ในประเด็นที่ฝ่ายค้านอาจนำเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 มาอภิปรายรัฐบาล ดร.ณัฐวุฒิให้ความเห็นว่า ต้องแยกช่วงเวลาของเหตุการณ์ออกจากการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลปัจจุบัน เนื่องจากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว.ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบมีที่มาจากเหตุการณ์ในปี 2567 ก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้าบริหารประเทศ
พร้อมระบุว่า การตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนการนำประเด็นดังกล่าวมาใช้ในกลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะต้องพิจารณาถึงความเชื่อมโยงกับการบริหารราชการแผ่นดินและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ดร.ณัฐวุฒิยังกล่าวถึงตัวเลขทางการเมืองว่า การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องดำเนินการตามจำนวนสมาชิกที่รัฐธรรมนูญกำหนด ขณะที่การลงมติในสภาจะขึ้นอยู่กับเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องดำเนินการภายใต้กลไกรัฐสภา
เตรียมกล่าวโทษ “สมชัย” ปมเรี่ยไรเงิน
อีกประเด็นหนึ่ง ดร.ณัฐวุฒิกล่าวถึง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โดยระบุว่า ตนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการเรี่ยไรเงินเพื่อนำไปใช้ต่อสู้คดี และเตรียมเดินทางไปกล่าวโทษด้วยตนเอง โดยตั้งข้อสังเกตถึงความผิดที่อาจเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงประชาชนและพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าว เป็นข้อกล่าวหาและความเห็นของ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังไม่ใช่ข้อยุติว่ามีการกระทำความผิด การพิจารณาว่าการกระทำเข้าข่ายความผิดหรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับการรับแจ้งความ การรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย โดยผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิชี้แจงและต่อสู้คดี
ตั้งข้อสังเกตข้อมูลบนเวทีเกี่ยวกับคดี สว.
ส่วนการจัดเวทีสัมมนาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาในกระบวนการเลือก สว. ดร.ณัฐวุฒิให้ความเห็นว่า ต้องพิจารณาสถานะและน้ำหนักของข้อมูลที่นำเสนอ โดยเฉพาะว่าบุคคลที่ให้ข้อมูลเป็นพยานในสำนวนที่ กกต.กำลังดำเนินการหรือไม่ รวมถึงควรแยกข้อร้องเรียนด้านคุณสมบัติออกจากพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อกล่าวหาอื่น
ดร.ณัฐวุฒิยังกล่าวถึงข้อความของนักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการใช้ถ้อยคำว่า “ข้างบน” โดยเห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวสามารถตีความได้หลายความหมาย จึงควรให้เจ้าของข้อความเป็นผู้ชี้แจงเจตนาและความหมายที่แท้จริง
พร้อมระบุว่า หากมีการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาแอบอ้างจริง ตนจะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย แต่การพิจารณาข้อเท็จจริงและความผิดจะต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการของหน่วยงานที่มีอำนาจ
สำหรับกรณีที่มีการกล่าวพาดพิงถึง กกต. ดร.ณัฐวุฒิเห็นว่า กกต.ในฐานะองค์กรอิสระเป็นผู้พิจารณาว่าจะดำเนินการทางกฎหมายกรณีที่เห็นว่าองค์กรได้รับความเสียหายหรือไม่ โดยยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของ กกต.
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
