“คลื่นความร้อน” เขย่าระบบนิเวศ กระทบสัตว์ทั้งบนบกและทะเล บางชนิดลดลงแต่บางชนิดกลับเพิ่มขึ้น

ผลการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Ecology and Evolution ระบุว่า คลื่นความร้อนรุนแรงจากปรากฏการณ์ Heat Dome ที่ปกคลุมพื้นที่ฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเมื่อปี 2021 นับเป็นเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงมากที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ บางพื้นที่อุณหภูมิสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่ามีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต้นเหตุหลักจากกิจกรรมของมนุษย์ เหตุการณ์นั้นไม่ได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเพิ่มโอกาสการเกิดไฟป่ามากขึ้นถึง 400% และสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วระบบนิเวศทั้งบนบกและในทะเล
ทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลสภาพอากาศ ระบบนิเวศ และระบบน้ำ รวมถึงข้อมูลไฟป่า เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ เพื่อประเมินผลกระทบของคลื่นความร้อนต่อสิ่งมีชีวิตทั้งบนบกและในทะเล จากการศึกษาสัตว์และสิ่งมีชีวิตทั้งหมด 49 ชนิด พบว่า มากกว่า 75% ได้รับผลกระทบในทางลบ สิ่งมีชีวิตบางชนิดลดลงอย่างรุนแรงถึง เกือบ 99% แต่บางชนิดกลับเพิ่มจำนวนขึ้นได้มากถึง 89%
โดยประชากร “เพรียงทะเล” บางชนิดตายไปมากกว่าครึ่ง และ “หอยแมลงภู่” หายไปถึง 92% ขณะที่จำนวน “เป็ดทะเล” ลดลงประมาณ 56% และการตรวจพบ “กวางคาริบู” จากกล้องดักถ่ายภาพลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งสัตว์ที่ไม่สามารถหลบหนีความร้อนได้ทันมักได้รับผลกระทบหนักที่สุด รวมถึงสัตว์ที่ยังอยู่ในวัยเด็ก เช่น ลูกนกที่ยังบินไม่ได้ ต้องติดอยู่ในรังที่สะสมความร้อน และเสียชีวิตจากอุณหภูมิที่สูงจัด
อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติยังแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบนิเวศ เพราะสิ่งมีชีวิตบางชนิดกลับได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ ตัวอย่างเช่น สาหร่าย Sea lettuce ที่ขยายพื้นที่ปกคลุมชายหาดเพิ่มขึ้นถึง 65% ขณะที่สาหร่ายชนิดอื่นทนความร้อนในทะเลไม่ไหว ขณะที่กวางมูสที่มีความไวต่ออุณหภูมิที่สูงจัดกลับพบว่ามีจำนวนใกล้เคียงกับจำนวนเดิมก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์คลื่นความร้อน ซึ่งนักวิจัยคาดว่า พวกมันอาจสามารถหลบหลีกพื้นที่ที่ร้อนจัดได้ โดยเลือกอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เย็นกว่า เช่น ป่าที่มีพืชพรรณหนาแน่น ซึ่งช่วยสร้างสภาพอากาศย่อยที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
