รีเซต

สหรัฐฯ บีบไทยเปิดตลาด-ตรวจสอบ 3 สินค้า

สหรัฐฯ บีบไทยเปิดตลาด-ตรวจสอบ 3 สินค้า
TNN ช่อง16
28 เมษายน 2569 ( 20:03 )
13

รายงานล่าสุดของ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุชัดว่า มี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้ไทยดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่มาตรฐานยานยนต์   การอนุมัติยาและเครื่องมือแพทย์  การเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ ถูกมองว่าเป็น “กำแพงการค้า” ที่สำคัญที่สุดของไทยในสายตาสหรัฐฯ

หนึ่งในข้อขัดแย้งหลักคือไทยเลือกใช้มาตรฐาน UNECE Regulation 1958 ของยุโรปแต่ “ไม่ยอมรับ” มาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ของสหรัฐฯ หรือ FMVSS ทั้งที่เป็นมาตรฐานที่เข้มงวดและใช้ในตลาดขนาดใหญ่  ผลกระทบคือรถยนต์จากสหรัฐฯ ที่ผ่านมาตรฐาน FMVSS แล้วยังไม่สามารถนำเข้ามาขายในไทยได้ทันทีต้องผ่านการทดสอบซ้ำตามมาตรฐาน UNECE ซึ่งทำให้เพิ่มต้นทุน  ใช้เวลานานและลดความสามารถในการแข่งขันในมุมของสหรัฐฯ นี่คือ “อุปสรรคทางเทคนิคที่ไม่จำเป็น”ขณะที่หากไทยยอมรับ FMVSSจะเปิดโอกาสให้รถยนต์อเมริกันเข้ามาได้มากขึ้นโดยเฉพาะรถกระบะขนาดใหญ่  SUV รถยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นกลุ่มที่สหรัฐฯ มีศักยภาพสูง

ส่วนกลุ่มยาและเครื่องมือแพทย์เป็นอีกประเด็นที่สหรัฐฯ กดดันไทยหนัก เนื่องจากไทยยังไม่ยอมรับการอนุมัติจาก องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ทั้งที่ FDA เป็นมาตรฐานระดับโลก ส่งผลให้ปัจจุบันสินค้าจากสหรัฐฯ ต้องขออนุมัติใหม่ทั้งหมดจากหน่วยงานในไทยสหรัฐจึงมองว่าทำให้ทั้งเสียเวลา  เพิ่มต้นทุน และเข้าถึงตลาดในไทยได้ช้า และอาจกระทบถึง “การเข้าถึงยานวัตกรรม” ของคนไทยด้วย

ส่วนสินค้าเกษตรปมใหญ่ยังคงอยู่ที่ “เนื้อสัตว์” โดยเฉพาะกรณีสารแรคโตพามีน แม้ Codex Alimentarius Commission อนุญาตให้ใช้ในระดับที่กำหนด แต่ไทยยัง “จำกัดการนำเข้า” ผลกระทบคือหมูสหรัฐฯ ยังเข้าไทยไม่ได้ ทำให้ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคย “ตัดสิทธิ GSP ไทย” บางส่วนตั้งแต่ปี 2563และล่าสุด ขณะที่เนื้อหมูปัญหาหนักขึ้น แม้ไทยเคยรับปากยกเลิกแบนหลัง Codex กำหนดค่าMRL แล้ว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่กำหนดเกณฑ์ทำให้หมูสหรัฐฯ ถูกปิดตลาด ส่งผลให้สหรัฐฯตัดสิทธิ GSP ไทยราว 1 ใน 6 ตั้งแต่ปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ล่าสุดสหรัฐฯ ยังไม่พอใจความล่าช้า หลังกรมปศุสัตว์ยังไม่ได้เผยแพร่หรือแจ้งข้อกำหนดและขั้นตอนการนำเข้าที่อนุญาตให้ซัพพลายเออร์สหรัฐฯรายใดเข้าถึงกระบวนการอนุมัติ ทำให้คำขอเข้าถึงตลาดตกอยู่ในความไม่แน่นอนและจำกัดโอกาสสำหรับการส่งออกเนื้อสัตว์แปรรูปของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ 

ส่วนอีกแรงกดดันก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ใช้มาตรการ “Section 301” สอบสวนไทยพร้อมกับ 16 ประเทศครอบคลุม 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ยานยนต์  เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาง  โดยตั้งข้อสังเกตเรื่องของการเกินดุลการค้า กำลังการผลิตส่วนเกินและประเด็นแรงงาน โดยเมื่อวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งข้อมูลชี้แจงกลับไปยังสหรัฐฯ แล้วครอบคลุมทั้งประเด็น กำลังการผลิตส่วนเกิน และแรงงานบังคับ

ล่าสุด สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้นัดฝ่ายไทยเข้าชี้แจงเพิ่มเติมที่สหรัฐอเมริกา โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนำคณะเดินทางไปด้วยตนเองในช่วงต้นเดือนพ.ค. ก่อนส่งทีมเจรจาเทคนิคเข้าหารือเพิ่มเติมในช่วงกลางเดือนเดียวกัน  คาดว่าหลังจากนั้น ยูเอสทีอาร์ จะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 7 วัน และจะประกาศผลการไต่สวนเลยว่าจะใช้มาตรการใดกับไทยในระยะต่อไป

ทั้งนี้ในวันที่ 3-6 พ.ค.นางศุภจีมีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit พร้อมนำภาคเอกชนไทยร่วมแสดงศักยภาพการลงทุน เพื่อสะท้อนความต่อเนื่องของการลงทุนไทยในสหรัฐฯ และสร้างความเข้าใจเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน พร้อมกันนี้ ไทยยังเร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงทางการค้า เพื่อเพิ่มจำนวนสินค้าที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี (Exempt List) ให้มากที่สุด โดยใช้ประโยชน์จากช่วงเวลา Golden Period และ Window Period ภายใต้มาตรา 122 ของสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดอัตราภาษีนำเข้าไว้ที่ 10% และจะสิ้นสุดในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้

ก่อนเดินทางไปสหรัฐนางศุภจี ยังได้หารือกับนาย ฌอน โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำ ประเทศไทย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งมีความยาวนานและใกล้ชิดต่อเนื่องมาอย่างยาวนานกว่า 190 ปี พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย–สหรัฐฯ ( ART) และมีความพร้อมในการทำงานร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และไทยมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้มีความคืบหน้าและสามารถมีข้อสรุปได้โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและตลาดของทั้งสองประเทศ  พร้อมกันนี้ ไทยได้เสนอให้สหรัฐฯ พิจารณายกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะในสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ และส่งเสริมการค้าระหว่างกันในลักษณะที่เกื้อกูลกันมากขึ้น


ขณะที่การใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯก่อนหน้านี้หลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจะคืนให้ทั้งภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประกอบการ โดยระยะแรกจะเปิดให้ขอคืนได้เฉพาะรายการสินค้านำเข้าภายใต้ 2 เงื่อนไข คือ1.รายการที่ยังไม่ได้ชำระบัญชีประเมินอากร และ 2.รายการที่อยู่ในสถานะการชำระบัญชีไปแล้วไม่เกิน 80 วัน ส่วนผู้ที่จะยื่นขอคืนได้จะจำกัดเฉพาะผู้นำเข้าหรือตัวแทนออกของที่มีบัญชีในระบบ ACE Secure Data Portal สำหรับระยะเวลาและการคืนเงิน หากข้อมูลถูกต้องและได้รับการอนุมัติ ผู้ประกอบการจะได้รับเงินคืนภายใน 60-90 วัน แต่หากผู้นำเข้ามีหนี้ค้างชำระกับ CBP ระบบจะหักลบหนี้ชำระ ก่อนโอนเงินส่วนต่างที่เหลือ

กรมการค้าต่างประเทศได้แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยเร่งประสานกับผู้นำเข้าในสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจสอบว่ารายการสินค้าเข้าข่ายได้รับการคืนภาษีหรือไม่ และให้ผู้นำเข้าตรวจสอบความพร้อมสำหรับบัญชี ACE Portal รวมถึงข้อมูลธนาคารก่อนเปิดระบบซึ่งกรมฯจะติดตามและแจ้งให้ทราบต่อไป

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลพบว่ารัฐบาลสหรัฐฯเริ่มคืนเงินภาษีนำเข้าที่ถูกเรียกเก็บภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มูลค่าสูงสุด 166,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แล้ว  โดยธุรกิจต่างๆ สามารถยื่นคำร้องขอคืนเงินผ่านระบบศุลกากรใหม่ได้ คาดว่า จะมีผู้นำเข้ามากกว่า 330,000 ราย คิดเป็นสินค้ารวมกว่า 53 ล้านรายการ จะมีสิทธิ์ได้รับเงินคืนซึ่งเมื่อคำร้องได้รับการอนุมัติจะจ่ายเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยภายในระยะเวลา 60-90 วัน


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง