รีเซต

KCARเติมรถเข้าพอร์ตพันคัน เน้นกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง-ญี่ปุ่น

KCARเติมรถเข้าพอร์ตพันคัน เน้นกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง-ญี่ปุ่น
ทันหุ้น
24 เมษายน 2569 ( 08:00 )

#KCAR #ทันหุ้น – KCAR วางซื้อรถเข้าพอร์ต 1,000 - 1,500 คัน ใช้งบประมาณ 1,200 - 1,400 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นเลือกลูกค้าที่มีความมั่นคงสูง โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น ขณะที่กระแสรถ EV มาแรง ซึ่งบริษัทจะขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้จะประหยัดค่าน้ำมันแต่ค่าเช่าแพงกว่ารถสันดาป ขณะที่ลูกค้าเริ่มขอต่ออายุสัญญาเพิ่มขึ้นทำให้ปริมาณรถที่จะเข้าสู่ตลาดมือสองจะน้อยลง

นายพิชิต  จันทรเสรีกุล  กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน) หรือ KCAR ผู้ให้บริการสัญญาเช่ารถยนต์เพื่อการดำเนินงาน เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทมีแผนที่จะซื้อรถยนต์เข้ามาเติมพอร์ตในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1,000 - 1,500 คัน โดยวางงบประมาณไว้ที่ 1,200 - 1,400 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีรถทั้งหมดประมาณ 9,000 คัน โดยรถยนต์ที่ซื้อส่วนใหญ่เป็นรถรถยนต์ญี่ปุ่นและจีน รวมถึงเน้นการคัดเลือกลูกค้าที่มีความมั่นคงสูง โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทญี่ปุ่นที่ยังคงต้องการมาตรฐานการบริการที่ดี

ขณะที่ตัวเลขยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Show 2569 สร้างสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมยอดจองรถยนต์สูงถึง 132,951 คัน เพิ่มขึ้น 71.8% YoY คาดว่าเกิดจากภาวะน้ำมันแพงและสถานการณ์สงคราม ซึ่งช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของคนที่ลังเลให้หันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เร็วขึ้น มองว่าตลาดรถยนต์รวมในปีนี้อาจจะไม่ได้เติบโตขึ้นมากนัก ซึ่งการเติบโตนี้เป็นการดึงดีมานด์ที่ชะลอตัวจากต้นปีและดีมานด์ในอนาคตมาใช้ในช่วงงานโชว์

*ไม่เร่งขยายพอร์ต EV

ทั้งนี้บริษัทมีพอร์ตรถยนต์ EV อยู่พอสมควร และจะขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยบริษัทเน้นการทำงานร่วมกับลูกค้าเชิงลึกเพื่อประเมินความพร้อม เช่น สถานที่ติดตั้งที่ชาร์จที่สำนักงานหรือบ้าน ถ้าหากลูกค้าไม่พร้อมบริษัทจะให้คำแนะนำว่าอาจไม่เหมาะกับการใช้รถยนต์ EV ถึงแม้ว่ารถยนต์ EV จะประหยัดค่าน้ำมัน แต่ค่าเช่ารถยนต์ EV แพงกว่ารถสันดาปพอสมควร เนื่องจากมีค่าเสื่อมราคาที่สูงกว่ามาก 

รวมถึงค่าประกันภัยและค่าดูแลรักษาที่สูงกว่า โดยหลายคนเชื่อว่ารถยนต์ EV ดูแลรักษาง่ายกว่า แต่ความจริงแล้วอะไหล่บางอย่างแพงกว่า เช่น ยางสเปครถยนต์ EV มีราคาสูงกว่ายางทั่วไป 50-70% ดังนั้นด้านความสะดวกในการชาร์จและนโยบายบริษัท ทำให้ลูกค้าหลายรายตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ Hybrid แทนรถสันดาปมากขึ้น ซึ่งบริษัทมีสัดส่วนเป็นรถยนต์ EV ประมาณ 5% ของพอร์ตรวม

*ลูกค้าต่อสัญญามากขึ้น

อย่างไรก็ดีภาพรวมธุรกิจในปี 2569 ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เนื่องจากเป็นลักษณะการให้เช่ารถระยะยาวที่มีสัญญาผูกพันชัดเจน 3-5 ปี แต่ในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีลูกค้ามีแนวโน้มที่จะต่ออายุสัญญาเดิมออกไปมากกว่าการคืนรถแล้วเช่าคันใหม่ จึงส่งผลให้ปีนี้ปริมาณรถยนต์ที่จะเข้าสู่ตลาดมือสองจะน้อยลง ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการขายรถยนต์ออกไปจำนวนมากเนื่องจากหมดสัญญาพร้อมกัน ทำให้บริษัทมียอดขายรถยนต์มือสองจำนวนมาก 

แต่ปีนี้บริษัทจะไม่เร่งขายนักเพราะซัพพลายในตลาดมีน้อย ขณะเดียวกันราคารถยนต์มือสองในปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่แล้วอย่างน้อย 20% ในกลุ่มรถยนต์รุ่นยอดนิยมที่สภาพดีและไมล์น้อย แม้จะมีภาวะสงครามทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นจนฉุดตลาดลงบ้างในบางช่วง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง