รีเซต

NER เผยกำไร Q1/65 กว่า 468 ลบ. โต 27.94% จากยอดขายที่เพิ่ม มั่นใจโตต่อเนื่อง

NER เผยกำไร Q1/65 กว่า 468 ลบ. โต 27.94% จากยอดขายที่เพิ่ม มั่นใจโตต่อเนื่อง
ทันหุ้น
11 พฤษภาคม 2565 ( 10:00 )
30

#ทันหุ้น #NER - NER แจ้งงบไตรมาส 1 ปี 2565  กำไรสุทธิอยู่ที่ 468.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.94%  ด้านรายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 5,592.61  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.68%  จากคำสั่งซื้อของลูกค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้นและการบริหารต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับเป้าหมายการเติบโตในอีก 9 เดือนเตรียมงบลงทุน 540 ล้านบาท เพื่อขยายกําลังการผลิตยางพารา แผ่นปูรองปศุสัตว์ งบวิจัยและพัฒนาสินค้าปลายน้ำ พร้อมแผนลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย

 

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มผู้ค้าคนกลาง ทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยภาพรวมผลการดำเนินงาน ไตรมาส 1ปี 2565 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2565 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 468.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102.39 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น  27.94% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 0.266 บาทต่อหุ้น

 

สำหรับปริมาณขาย 96,350 ตัน เพิ่มขึ้น6,609 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 7.36% คิดเป็นรายได้จากการขายรวม 5,592.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 629.52 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น12.68% แบ่งเป็นรายได้จากการขายในประเทศ 3,222.30 ล้านบาท หรือคิดเป็น 57.62% และรายได้จากการขายต่างประเทศ2,370.31 ล้านบาท หรือคิดเป็น 42.38% ของยอดขายรวม โดยยอดขายต่างประเทศเพิ่มขึ้น 862.28 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น57.18%

 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายได้ในไตรมาส 1/2565 เพิ่มขึ้นมาจากการที่บริษัทได้รับคำสั่งซื้อของลูกค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้น สำหรับรายได้ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากปัจจัยด้านปริมาณขายและราคาขายที่ขยับตัวสูง แบ่งเป็นผลต่างปริมาณเพิ่มขึ้นที่ 205.91 ล้านบาท และผลต่างราคาปรับตัวสูงขึ้นที่ 423.61 ล้านบาท นอกจากนี้ต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทลดลงเกิดจากการบริหารการซื้อและใช้วัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการบริหารความเหมาะสมระหว่างราคาซื้อและราคาขายได้ค่อนข้างดี ประกอบกับการปรับตัวของราคายางพาราในทิศทางขาขึ้นส่งผลดีกับผลการดำเนินงานของบริษัท

 

นายชูวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมถึงเป้าหมายการเติบโตในอีก 9 เดือนว่า บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ประมาณ 540 ล้านบาท เพื่อขยายกําลังการผลิตยางพารา แผ่นปูรองปศุสัตว์ งบวิจัยและพัฒนาสินค้าปลายน้ำ พร้อมแผนลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายบริษัท โดยแบ่งการลงทุนได้ดังนี้

 

1.) งบลงทุน 90 ล้านบาทแรก ขยายกําลังการผลิตยางแท่งแห่งที่ 2 โดยการลงทุนเครื่องมือ เครื่องจักร เพื่อเพิ่มกําลังการผลิตได้อีก 5 หมื่นตัน/ปี ทําให้กําลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 5.16แสนตัน/ปี นอกจากนี้บริษัทได้เจรจากับโรงงานยางเพื่อให้แปรรูปยาง STR ผ่าน OEM ซึ่งเป็นการเพิ่มกําลังการผลิตรวมได้อีกราว 4 หมื่นตัน/ปี ทําให้กําลังการผลิตของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 5.56 แสนตัน/ปี

 

2.) โครงการแผ่นปูรองปศุสัตว์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ปัจจุบันอยู่ระหว่างนำเข้าเครื่องจักร กําลังการผลิตอยู่ที่ 1 ล้านชิ้น/ปี งบลงทุนราว 210 ล้านบาท

 

3.) โครงการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ เพื่อประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่าย โดยติดตั้งเพิ่ม 4 เมกกะวัตต์ ส่งผลให้ในปี 2565 บริษัทจะมีแผงโซล่าร์เซลล์รวม 5 เมกกะวัตต์ ใช้งบลงทุน 100 ล้านบาท คาดจะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ราว 12 ล้านบาท/ปี

 

4.) โครงการหุ่นยนต์ดึงยาง เป็นการนําหุ่นยนต์ดึงยางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในสายการผลิตและลดต้นทุนแรงงาน ใช้งบลงทุน 40 ล้านบาท

 

5.) โครงการก่อสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้าสําเร็จรูปสําหรับสินค้าในกลุ่มปลายน้ำเพื่อเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพการทํากำไรในระยะยาว งบลงทุน 100 ล้านบาท

 

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมยางพาราธรรมชาติอยู่ในช่วงฟื้นตัว ก่อนหน้านี้เกิดมาจากซัพพลายของอินโดนีเซียที่หายไป และคาดว่าอีก 3 ปี จะมีซัพพลายออกมาในตลาด รวมทั้ง อุตสาหกรรรมยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศจีน เริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นและเจาะตลาดรถยนต์ได้ในหลายประเทศ

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง