รีเซต

บริหารงบแบบ ‘ชัชชาติ’ ทำไม กทม. ต้องเก็บเงินส่วนต่าง 5 พันล้านไว้รองรับหนี้ BTS?

บริหารงบแบบ ‘ชัชชาติ’ ทำไม กทม. ต้องเก็บเงินส่วนต่าง 5 พันล้านไว้รองรับหนี้ BTS?
TNN ช่อง16
7 พฤษภาคม 2569 ( 15:26 )
17

กรุงเทพมหานครเดินหน้าบริหารการคลังอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางภาระรายจ่ายขนาดใหญ่และความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินระยะยาว ล่าสุด “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2568 กรุงเทพมหานครมีรายรับสูงกว่ารายจ่ายกว่า 5,395.56 ล้านบาท หลังสามารถจัดเก็บรายได้ได้ดีกว่าประมาณการ ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนและบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายหลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศเกี่ยวกับฐานะทางการคลังของกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายชัชชาติ ระบุว่า หลักการจัดทำงบประมาณของ กทม. ยังคงใช้แนวทาง “งบประมาณสมดุล” หรือกำหนดรายรับและรายจ่ายให้อยู่ในระดับเท่ากัน โดยจะเริ่มจากการประเมินรายได้ ก่อนวางแผนการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับศักยภาพทางการเงินขององค์กร

ผู้ว่าฯ กทม. ย้ำว่า กรุงเทพมหานครมีแนวทางบริหารที่ไม่เน้นการก่อหนี้ และที่ผ่านมาไม่เคยกู้เงินเพิ่มเติม ดังนั้น หากปีใดสามารถจัดเก็บรายได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือสามารถประหยัดงบประมาณจากการจัดซื้อจัดจ้างและการประมูลงานได้ ก็จะทำให้เกิดเงินส่วนต่างสะสมเพิ่มขึ้น

สำหรับปีงบประมาณ 2568 ส่วนต่างดังกล่าวอยู่ที่กว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นผลจากทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และการควบคุมค่าใช้จ่ายให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด โดยยอมรับว่าในอดีต กรุงเทพมหานครเคยมีทั้งช่วงที่ฐานะการเงินเป็นบวกและลดลง โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้รายได้ของเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นายชัชชาติ ระบุอีกว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ กทม. ต้องบริหารการเงินอย่างรอบคอบ เพราะยังมีภาระค่าใช้จ่ายจากหนี้โครงการรถไฟฟ้า BTS ซึ่งใช้งบจาก “เงินสะสมจ่ายขาด” ไม่ใช่งบประมาณรายปีปกติ โดยเงินก้อนดังกล่าวเป็นเงินสะสมต่อเนื่องมาหลายสิบปี

ภายใต้ภาระหนี้ที่มีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท กรุงเทพมหานครจึงต้องรักษาระดับเงินสะสมไว้ให้เพียงพอ เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินและลดผลกระทบต่อผู้บริหารในอนาคต หากเงินสะสมลดลงมากเกินไป อาจกระทบต่อความสามารถในการบริหารจัดการเมืองในระยะยาว

ผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวถึงข้อสังเกตเรื่องเงินสะสมที่นำไปใช้ชำระหนี้ BTS ว่า เงินดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากผู้บริหารชุดใดชุดหนึ่ง แต่เป็นผลจากการสะสมและบริหารงบประมาณต่อเนื่องหลายยุคสมัย โดยหน้าที่ของฝ่ายบริหารปัจจุบัน คือการพยายามรักษาวินัยทางการคลัง เติมเงินสะสมกลับเข้าสู่ระบบ และบริหารทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครจึงให้ความสำคัญกับทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การควบคุมต้นทุน และการประมูลงานให้ได้ราคาที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพการเงินของเมืองหลวง ท่ามกลางภาระค่าใช้จ่ายขนาดใหญ่และความท้าทายทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง