BEM ปลื้มยอด EMV แตะ 33% เพิ่มประสิทธิภาพ-รับผู้ใช้โลก

#BEM #ทันหุ้น - BEM ปลื้มผู้ใช้รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินชำระเงินด้วยระบบ EMV Contactless พุ่งแตะ 33% ยกระดับการชำระเงินสู่มาตรฐานสากล ชี้ใช้ได้ทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า เพิ่มความคล่องตัวและลดความแออัด ดึงพันธมิตรการเงินมอบสิทธิประโยชน์เพิ่ม นักวิเคราะห์คาดผลประกอบการปี 2569 เติบโตจากทราฟฟิกและปรับค่าบริการ พร้อมแนะซื้อเป้า 10 บาท
ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เปิดเผยว่า จากการนำระบบชำระเงินด้วยบัตร EMV Contactless ซึ่งครอบคลุมทั้งบัตรเครดิตและบัตรเดบิตมาใช้ในระบบรถไฟฟ้า MRT นับว่าประสบความสำเร็จมาก โดยเฉพาะรถไฟฟ้า MRT โดยปัจจุบันมีผู้โดยสารในระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่ชำระค่าโดยสารด้วยระบบ EMV ราว 33% จากปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยทั้งปี 2568 ที่ประมาณ 4.3 แสนเที่ยวคนต่อวัน และมีผู้ชำระเงินค่าผ่านทางทางด่วน 6 สายทางด้วยระบบ EMV ที่ราว 3.1% จากปริมาณผู้ใช้ทาง ณ สิ้นปี 2568 ที่ 1.107 ล้านคันต่อวัน ถือเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบการชำระค่าผ่านทาง และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ทางที่ไม่ได้พกเงินสดหรือบัตร Easy Pass ส่งผลให้การจราจรมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับ EMV นับเป็นมาตรฐานการชำระเงินระดับโลกที่ใช้งานเหมือนกันในหลายประเทศชั้นนำ อาทิ อังกฤษ สิงคโปร์ จีน และฮ่องกง ช่วยให้ระบบขนส่งมวลชนของไทยสามารถเชื่อมต่อกับผู้ใช้งานจากทั่วโลกได้อย่างไร้รอยต่อ และก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบบัตรโดยสารเฉพาะภายในประเทศ
การพัฒนาระบบ EMV ส่งผลให้ผู้โดยสาร โดยเฉพาะในระบบรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นเส้นทางหลักเชื่อมศูนย์กลางเศรษฐกิจและจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางสำคัญ สามารถใช้บัตร EMV แตะเข้า–ออกได้ทันทีโดยไม่ต้องซื้อบัตรโดยสารเพิ่มเติม ทั้งยังเอื้ออำนวยต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือบัตรเครดิต EMV ซึ่งสามารถเข้าใช้บริการได้ทันทีตั้งแต่ใจกลางกรุงเทพฯ ไปจนถึงสถานีเชื่อมต่อหลักอาทิ สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีพหลโยธิน สถานีสุขุมวิท เพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายต่างๆ
@ เพิ่มประสิทธิภาพ
ดร.สมบัติ ระบุว่า ระบบ EMV ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนเคลียร์ริ่งที่หน้างานเหมือนระบบเดิม แต่จะไปดำเนินการผ่านสถาบันการเงินโดยตรง ส่งผลให้การผ่านประตูเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดความแออัดในช่วงเวลาเร่งด่วน และสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Transition to Electronic Payments) มุ่งยกระดับประสิทธิภาพระบบการชำระเงินของประเทศ
ขณะเดียวกัน การยกระดับระบบชำระเงินยังเปิดโอกาสให้ BEM ทำงานร่วมกับพันธมิตรทางการเงินหลายแห่ง เพื่อมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ใช้บริการ เช่น การสะสมแต้มจากบัตรเครดิตควบคู่กับการเดินทาง รวมถึงส่วนลด การรับเครดิตเงินคืน และโปรโมชั่นต่างๆ ตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร
บริษัทประเมินปริมาณผู้โดยสารในระบบมีโอกาสเติบโตเฉลี่ยราว 3–5% ต่อปี ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยว โดยบริษัทได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านระบบชำระเงินที่เป็นสากลและการเพิ่มความถี่ในการเดินรถ เพื่อรองรับความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นและรักษามาตรฐานการให้บริการในระยะยาว ด้านปริมาณการจราจรบนทางด่วนประเมินว่ามีโอกาสทรงตัวในกรอบ 1.1 – 1.2 ล้านคันต่อวัน กดดันจากปัญหาการจราจรติดขัดในช่วงเวลาเร่งด่วน และการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่หลายพื้นที่
@ ชูหุ้นเด่น เป้า 10 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ คาดยอดการเดินทางจะเติบโตดีขึ้นในปี 2569 เทียบฐานต่ำในช่วงปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวและอุบัติเหตุงานก่อสร้างใกล้ทางด่วน ในด้านราคา BEM จะยื่นขอปรับค่าตัวโดยสารรถไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2568 และปรับค่าผ่านทางของเส้นทางด่วน SOE ขึ้น 15 บาทในช่วงธันวาคม 2569 เป็นอีกแรงหนุนให้กำไรปี 2569 เติบโต คาดทางด่วน Double Deck และรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้ ที่เป็น Upside Risks หลักของ BEM มีโอกาสเดินหน้าต่อได้หลังจัดตังรัฐบาลชุดใหม่ ส่วน Catalyst ระยะยาวจะมาจากการเปิดโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มแต่ปี 2571 เป็นจังหวะเข้าทยอยสะสมสำหรับการลงทุนระยะยะยาว คงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเหมาะสม 10 บาท เลือกเป็น Top Pick ของกลุ่ม Transportation & Logistics สำหรับการลงทุนในปี 2569
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
