รีเซต

พลังหญิงจีน-อินเดีย เศรษฐินี “ทองคำ”

พลังหญิงจีน-อินเดีย เศรษฐินี “ทองคำ”
TNN ช่อง16
15 เมษายน 2569 ( 11:35 )

ราคา “ทองคำ” ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 44 ในปี 2568 สร้างผลกำไรให้กับผู้ถือครองโลหะมีค่าจำนวนมาก ทั้งผู้ซื้อรายย่อยแบบดั้งเดิม รวมถึงผู้ซื้อสถาบัน ซึ่งนับรวมธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ที่ซื้อทองคำรวมกันราว 863 ตันในปีที่แล้ว และกองทุน ETF อ้างอิงกับทองคำที่มีเงินลงทุนไหลเข้าทำสถิติราว 8.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามการประเมินของสภาทองคำโลก (World Gold Council-WGC) ขณะที่ BullionByPost ดีลเลอร์ทองคำออนไลน์รายใหญ่ ประเมินว่า ถึงแม้ราคาทองคำจะปรับขึ้นลงตามสถานการณ์ แต่ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 2,700% 


ในจำนวนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งที่ได้ประโยชน์มากสุดจากราคาทองคำที่พุ่งทะยาน นั่นคือ ผู้หญิงวัยกลางคนชาวจีนและอินเดียที่นิยมสะสมทองคำในรูปแบบต่าง ๆ มาเป็นเวลานานตั้งแต่ราคาทองคำยังไม่แพงมาก รายงาน Women And Wealth ของ “จูเลียส แบร์” (Julius Baer) ระบุว่า ผู้หญิงจีนวัยกลางคนซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำรวมประมาณ 432 ตัน ในปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับปี 2567 คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของการซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลก

ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ผู้หญิงจีนซื้อทองคำมากขึ้น เนื่องจากขาดทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงซบเซา ตลาดหุ้นที่ผันผวน และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ในทางกลับกัน การเข้าถึงแพลตฟอร์มการชำระเงินต่าง ๆ ทำได้ง่ายขึ้น อาทิ วีแชต (WeChat) และอาลีเพย์ (Alipay) ซึ่งช่วยให้การซื้อเครื่องประดับและสินค้าหรูสะดวกขึ้น รวมถึงทำให้เงินลงทุนไหลเข้าสู่กองทุน ETF ที่อ้างอิงทองคำในจีนเพิ่มขึ้นจนทำสถิติเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว

เช่นเดียวกับผู้หญิงอินเดียที่ถือครองทองคำไว้เป็นมรดกตกทอดหลายชั่วอายุคน ทั้งในรูปแบบของสินสอด เงินออม และสัญลักษณ์แสดงฐานะทางสังคม รายงานประเมินว่า ครัวเรือนอินเดียครอบครองทองคำไว้ประมาณ 34,600 ตัน เทียบเท่ากับน้ำหนักของช้างมากกว่า 6,000 เชือก และมีมูลค่ากว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบร้อยละ 80 ในจำนวนนี้ถือครองโดยผู้หญิง หากเทียบกับปริมาณทองคำสำรองทั่วโลกที่คาดว่าอยู่ที่ 171,300 ตัน หมายความว่าผู้หญิงอินเดียเป็นเจ้าของทองคำเกือบ 28,000 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16 ของปริมาณทองคำสำรองทั่วโลก ทั้งนี้ ทองคำที่ผู้หญิงอินเดียครอบครองมีปริมาณสูงกว่าธนาคารกลาง 10 ประเทศที่ถือครองทองคำมากสุด ซึ่งอยู่ที่กว่า 24,000 ตัน จากการประเมินของสภาทองคำโลก รวมกับการถือครองผ่านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อีกกว่า 2,800 ตัน 


ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจากประเพณีทางสังคมในการสะสมทองคำ แทนที่จะเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นจับจังหวะเพื่อทำกำไรจากความผันผวนของตลาด ขณะที่การถือครองทองคำของผู้หญิงอินเดียส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเครื่องประดับ ทำให้มูลค่าพุ่งขึ้นตามราคาทองคำแท่งที่ทำสถิติสูงสุดหลายครั้ง ขับเคลื่อนความมั่งคั่งของครัวเรือนอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ และเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นในหลายประเทศแถบเอเชียใต้ ซึ่งการสะสมทองคำฝังอยู่ในวัฒนธรรมมายาวนาน


ข้อมูลชี้ว่า ทองคำคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ของเงินออมภาคครัวเรือนในอินเดีย เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่เพียงร้อยละ 2.3 โดยทองคำทำหน้าที่ทั้งในฐานะเงินออมระยะยาวและยังเป็นหลักประกันทางการเงินในยามฉุกเฉิน รวมถึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีในพิธีกรรมทางศาสนา 


รายงานของ CNBC เมื่อเดือนที่แล้วระบุว่า การถือครองทองคำจำนวนมหาศาลในอินเดียกำลังขับเคลื่อนการปล่อยสินเชื่อที่ใช้ทองคำเป็นหลักประกันการกู้ยืม ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว สวนทางกับสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคในรูปแบบอื่น ๆ ที่ชะลอตัวลง ข้อมูลจากธนาคารกลางอินเดียชี้ว่า สินเชื่อที่ใช้ทองคำเป็นหลักประกันเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในเวลา 1 ปี โดยมีมูลค่าแตะที่ 4 ล้านล้านรูปี ในเดือนมกราคมปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 1.75 ล้านล้านรูปีในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่งผลให้สินเชื่อที่อิงกับทองคำมีขนาดใหญ่รองจากสินเชื่อบ้านและสินเชื่อรถยนต์


ความน่าสนใจของทองคำขยายวงกว้างออกไปนอกภูมิภาค อย่างในอังกฤษ ข้อมูลจากโรงกษาปณ์หลวงสะท้อนว่า จำนวนนักลงทุนผู้หญิงที่ซื้อทองคำและโลหะเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้หญิงมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 26 ของฐานนักลงทุนในปี 2567 เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากร้อยละ 8 ในปี 2561 เนื่องจากผู้หญิงจำนวนมากขึ้นมองหาโลหะมีค่าสำหรับบริหารความเสี่ยงด้านการลงทุน ซึ่งจะให้ความสนใจกับทองแท่งและเหรียญทองขนาดเล็ก เพราะเป็นการเริ่มต้นการลงทุนแบบไม่หนักเกินไป 


เนื่องจากทองคำจริง ๆ สามารถจับต้องได้ เป็นความลับ และเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับนักลงทุนสายอนุรักษนิยมและเหล่าคนรวยที่มองหาความเป็นเจ้าของที่แท้จริงและควบคุมได้ โดยเฉพาะการลงทุนในทองคำแท่งจริงที่จัดเก็บในตู้นิรภัยต่างประเทศอย่างปลอดภัย มักถูกใช้ในการส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่นสู่รุ่นและมีความเป็นส่วนตัว ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นก็ช่วยขับเคลื่อนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย


ทองคำดึงดูดนักลงทุนผู้หญิงจำนวนไม่น้อย เพราะพวกเธอต้องการสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย ช่วยกระจายความเสี่ยง และคอยปกป้องในช่วงเวลาที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สอดคล้องกับสไตล์การลงทุนแบบอนุรักษนิยมของพวกเธอ รวมถึงนิสัยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย ทั้งนี้ ผลการศึกษาหลายชิ้นพบว่า ผู้ชายมักยอมแลกความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่สูงกว่า และมองความผันผวนของตลาดในแง่บวก ในทางตรงกันข้าม การสร้างผลตอบแทนสูงสุดดูเหมือนจะมีความสำคัญน้อยกว่าสำหรับนักลงทุนผู้หญิงที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว การสร้างความมั่งคั่งให้แก่คนรุ่นหลัง และรักษาระดับคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับลูก ๆ 


ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และประชากร จะทำให้ความมั่งคั่งของโลกตกอยู่ในมือของผู้หญิงมากขึ้น ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงสามารถบริหารจัดการสินทรัพย์ของตนเองในเชิงรุกมากขึ้น รวมถึงปรับเปลี่ยนเป้าหมายการลงทุนให้เหมาะสมกับความต้องการและค่านิยมเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล

ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นมากในปีที่แล้ว จากรายงาน “แนวโน้มความต้องการทองคำในไตรมาส 4 และตลอดทั้งปี 2568” ของ “สภาทองคำโลก” ระบุว่า ความต้องการบริโภคทองคำทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ (OTC) ทะลุ 5,000 ตันเป็นครั้งแรก เมื่อรวมกับการขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาทองคำ ซึ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลถึง 53 ครั้งในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าการบริโภครวมสูงถึง 5.55 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 45 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า


ธุรกรรมการลงทุนเกี่ยวกับทองคำที่เพิ่มขึ้นเป็นแรงผลักดันให้ความต้องการโดยรวมขยายตัว โดยการถือครองทองคำผ่านกองทุน ETF ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 801 ตัน อยู่ที่ 4,025 ตัน คิดเป็นมูลค่า 8.9 หมื่นล้านดอลลาร์ นับเป็นปีที่แข็งแกร่งมากสุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ส่วนการซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำเร่งตัวแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี ความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและการกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนทองคำในปีที่แล้ว ควบคู่ไปกับแรงจูงใจด้านราคาที่พุ่งสูงต่อเนื่อง 


ขณะที่การซื้อทองคำโดยธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ มีปริมาณรวม 863 ตัน ในปี 2568 ทรงตัวในระดับสูง แต่ชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 1,092 ตัน เนื่องจากธนาคารกลางต้องเผชิญกับการทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วของราคา ซึ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้งในระหว่างปีที่แล้ว


ในส่วนของความต้องการเครื่องประดับทองคำชะลอตัวลงท่ามกลางราคาที่พุ่งทำสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ซื้อระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีความต้องการซื้อในระดับที่สูง โดยความต้องการเครื่องประดับทองคำทั่วโลกในปี 2568 อยู่ที่ 1,542.3 ตัน ลดลงร้อยละ 18 จากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 1,886.9 ตัน ในตลาดอินเดีย ความต้องการซื้อในปีที่แล้วอยู่ที่ 430.5 ตัน ลดลงร้อยละ 24 จาก 563.4 ตันในปีก่อนหน้า แม้ว่าการซื้อทองคำที่เชื่อมโยงกับเทศกาลและงานแต่งงานช่วยกระตุ้นยอดขายเครื่องประดับในไตรมาส 4 ส่วนในจีนอยู่ที่ 360.1 ตัน ลดลงร้อยละ 25 จาก 479.1 ตัน ในปีก่อนหน้า ซึ่งจีนมีปัจจัยเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น


สำหรับประเทศในอาเซียนก็มีแนวโน้มความต้องการซื้อที่ชะลอตัวลงคล้ายคลึงกันจากราคาทองคำที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ความต้องการลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะความต้องการซื้อทองคำในอินโดนีเซียที่ลดลงร้อยละ 27 เมื่อเทียบรายปี มากกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจภายในประเทศเผชิญความท้าทายจากแรงกดดันด้านค่าครองชีพกระทบต่อความสามารถในการซื้อเครื่องประดับทองคำลดลง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง