"Spirit Airlines"ปิดเซ่นน้ำมันแพงรายแรกจับตาสายการบินในเอเชีย

ราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นในช่วงนี้ ไม่ได้เกิดจากแค่คนเดินทางเยอะ หรือสายการบินลดโปรโมชั่น แต่หนึ่งในแรงกระแทกสำคัญคือ “ต้นทุนน้ำมัน” ที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และล่าสุด วิกฤตนี้ก็ทำให้สายการบินต้นทุนต่ำรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Spirit Airlines ต้องปิดตัวลงแบบช็อกวงการ หลังบินมานานกว่า 34 ปี
Spirit Airlines กลายเป็นสายการบินใหญ่รายแรกของสหรัฐฯ ในรอบ 25 ปีที่ปิดกิจการเพราะปัญหาการเงิน โดยเช้ามืดวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทุกเที่ยวบินถูกยกเลิกทันที แม้ผู้โดยสารบางส่วนจะเช็กอินรอขึ้นเครื่องอยู่ในสนามบินแล้วก็ตาม
ภาพเครื่องบินสีเหลืองสดใสที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของ “ตั๋วถูกสุดในอเมริกา” กำลังกลายเป็นอดีต พร้อมพนักงานกว่า 17,000 ชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากการปิดตัวครั้งนี้
Spirit เคยเป็นสายการบินต้นทุนต่ำอันดับ 8 ของสหรัฐฯ มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 4-5% และมีเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวต่อวัน จุดขายสำคัญคือโมเดล “ตั๋วเปล่าราคาถูก” หรือ ultra-low-cost fare ที่ขายตั๋วในราคาต่ำมาก แต่เก็บเงินเพิ่มแทบทุกอย่าง ตั้งแต่โหลดกระเป๋า เลือกที่นั่ง ไปจนถึงน้ำดื่มบนเครื่อง
โมเดลนี้เคยเปลี่ยนอุตสาหกรรมการบินอเมริกา เพราะบังคับให้สายการบินใหญ่ต้องออกตั๋วแบบ basic economy มาสู้ด้านราคา แต่สุดท้าย จุดแข็งก็กลายเป็นจุดอ่อน เพราะเมื่อต้นทุนน้ำมันพุ่ง Spirit กลับขึ้นราคาตั๋วได้ยากกว่าคู่แข่ง ลูกค้าหลักของสายการบินคือคนที่อ่อนไหวต่อราคา หากตั๋วแพงขึ้นเพียงเล็กน้อย ผู้โดยสารก็พร้อมเปลี่ยนสายการบินทันที
ปัญหาของ Spirit สะสมมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 บริษัททำกำไรครั้งสุดท้ายในปี 2019 ก่อนขาดทุนต่อเนื่องยาวหลายปี รวมมูลค่ากว่า 2,500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 8 หมื่นล้านบาท
นอกจากการแข่งขันที่ดุเดือดจากสายการบินยักษ์ใหญ่ ทั้ง Delta Air Lines United Airlines และ American Airlines แล้ว Spirit ยังเจอปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อง รวมถึงดีลควบรวมกิจการกับ JetBlue ที่ถูกรัฐบาลยุคไบเดนสกัดไว้แต่ฟางเส้นสุดท้ายจริงๆ คือ “สงครามอิหร่าน” ที่ดันราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งแรงในเวลาไม่กี่เดือน จนสายการบินขนาดเล็กเริ่มรับต้นทุนไม่ไหว
แม้รัฐบาลของ Donald Trump จะพยายามเสนอแผนช่วยเหลือมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท โดยให้รัฐบาลถือหุ้นใน Spirit สูงสุด 90% แต่สุดท้ายเจ้าหนี้รายใหญ่ปฏิเสธข้อเสนอ ทำให้ดีลล่มในนาทีสุดท้าย และสายการบินไม่มีเงินพอเดินหน้าต่อ ผลกระทบครั้งนี้ไม่ได้จบแค่ Spirit เพราะการหายไปของสายการบินต้นทุนต่ำรายใหญ่ หมายถึงการแข่งขันด้านราคาจะลดลงทันที
ปัจจุบัน 4 สายการบินใหญ่ของสหรัฐฯ คือ United Airlines American Airlines Delta Air Lines และ Southwest Airlines ครองตลาดรวมกันกว่า 80% และเมื่อคู่แข่งราคาประหยัดหายไปอีก 1 ราย ก็มีโอกาสสูงที่ราคาตั๋วเครื่องบินทั้งระบบจะยิ่งแพงขึ้น
ผู้โดยสารกว่า 1.8 ล้านที่นั่งที่จองกับ Spirit ในเดือนพฤษภาคมได้รับผลกระทบเต็มๆ ขณะที่สายการบินคู่แข่งต้องออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ทั้งจำกัดราคาตั๋วฉุกเฉินไม่เกิน 200 ดอลลาร์ หรือราว 6,500 บาท เพื่อรองรับผู้โดยสารตกค้าง
ท้ายที่สุด การล่มสลายของ Spirit Airlines ไม่ได้สะท้อนแค่ปัญหาของสายการบินรายหนึ่ง แต่กำลังสะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมการบินโลก ที่ต้นทุนน้ำมัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาส
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ทาง ‘Bloomberg’ เตือนว่า ‘สายการบิน Low-Cost’ ในเอเชีย เช่น AirAsia X, Lion Air และ Cebu Pacific Air ก็ควรระวังไว้ เพราะไม่เช่นนั้นอาจมีจุดจบแบบ Spirit Airlines ได้
สถานการณ์ราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อสายการบิน Low-Cost มากกว่าสายการบิน Full-Service และรัฐบาลในเอเชียควรเตรียมแผนรับมือทางการเงินให้องค์กรเหล่านี้ได้แล้ว เพื่อเลี่ยงการยกเลิกเที่ยวบินอีกในอนาคต โดยมองว่าผู้นำบางประเทศควรออกนโยบายตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะปล่อยเงินกู้ การให้เงินอุดหนุน หรือช่วยเหลือค่าน้ำมัน เพราะในช่วงนี้ เอเชียเป็นจุดหมายปลายทางที่หลายคนอยากเดินทางไปมากๆ
ส่วนในประเทศเศรษฐกิจใหญ่ในเอเชียอย่าง จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ถือว่าก็มีกำลังทรัพย์มากพอในการจัดหาเชื้อเพลิงให้ตนเอง และยังมีมาตรการลดหรือระงับการส่งออกน้ำมันที่ไม่จำเป็น หรือทำสัญญาตรึงราคาน้ำมันไว้ล่วงหน้าแล้วด้วยทำให้ผลกระทบมีน้อยกว่า
อย่างไรก็ตามค่าน้ำมันในปัจจุบันไม่ใช่ราคาที่ยั่งยืนสำหรับสายการบิน Low-Cost ของเอกชน ซึ่ง AirAsia X คือหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากสถานการณ์นี้หลังจากเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤติโควิดมาได้ไม่นาน แต่ดูเหมือนจะต้องเผชิญปัญหาใหญ่อีกครั้ง เพราะสงคราม โดยจากข้อมูลโดยธนาคารเพื่อการลงทุน Hong Leong ตอนนี้ราคาน้ำมันคิดเป็น 70% ของค่าใช้จ่ายที่คิดเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งหมดของ AirAsia X แล้ว ส่งผลให้สายการบินมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องหยุดชะงัก โดยหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเพียง 1 ดอลลาร์ หรือราวๆ 32 บาท ก็อาจทำให้รายได้ของ AirAsia X ลดลงถึง 646.8 ล้านบาทเลย ดังนั้น ผลกำไรขององค์กรในปีนี้อาจไม่ดีเท่าไร
แน่นอนว่า AirAsia X ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะในเดือนเมษายน 2026 ทางบริษัทก็ดำเนินแก้เกมด้วยการขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน 40%ปรับสัดส่วนค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงขึ้นเป็น 20%ลดจำนวนเที่ยวบินออกไป 10%ปิดเส้นทางการบินที่ไม่สร้างกำไรลดจำนวนเที่ยวบินของ Thai AirAsia ออกไป 30%
ขณะที่แอร์เอเชีย เอ็กซ์ ดำเนินงานสวนทางกับสถานการณ์อุตสาหกรรมการบินทั่วโลก โดยล่าสุดมีการปิดดีลไป 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ด้วยการสั่งซื้อ แอร์บัส A220 จำนวน 150 ลำ พร้อมสิทธิในการปรับเพิ่มจำนวนการสั่งซื้อในตระกูล A220 ได้สูงสุดถึง 300 ลำเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต ข้อตกลงครั้งสำคัญนี้ถือเป็นการสั่งซื้อเครื่องบินรุ่น A220 ที่มากที่สุดจากสายการบินเดียวทั่วโลก การสั่งซื้อเครื่องบินครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญของแอร์เอเชียในอนาคต โดยเน้นเรื่องการบริหารงานที่เน้นรักษาความคุ้มค่าและผลประกอบการที่มั่นคง ท่ามกลางตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การซื้แอร์บัส A220 ช่วยให้แอร์เอเชียสามารถเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินในเส้นทางเดิมได้อย่างรวดเร็ว มอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารด้วยจำนวนเที่ยวบินที่มากขึ้นต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อผ่านบริการ Fly-Thru
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
