รีเซต

กาง 5 นโยบาย "พาณิชย์" กู้วิกฤตซ้อนวิกฤต

กาง 5 นโยบาย "พาณิชย์" กู้วิกฤตซ้อนวิกฤต
TNN ช่อง16
27 เมษายน 2569 ( 10:55 )

หลังจากไทยกำลังเผชิญความท้าทายจาก “วิกฤตซ้อนวิกฤต” โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก 

แต่รัฐบาลไทยเลือกที่จะไม่ตั้งรับ และรุกหนักด้วยยุทธศาสตร์ “Quick Big Win” เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งถ้าดูจากข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ จะพบว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค.2568 – มี.ค.2569) ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาลนั้น 

สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 73,000 ล้านบาท ครอบคลุม 7 นโยบายหลัก 19 โครงการ และกว่า 80 กิจกรรมในจำนวนนี้ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 6 ล้านครัวเรือน และผู้ประกอบการมากกว่า 193,000 รายที่ได้รับประโยชน์ 

ส่วนหากจำแนกตามโครงการ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

1.การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ผ่านโครงการ “ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” ลดต้นทุนการผลิตได้ 124 ล้านบาท 

2.โครงการลดค่าครองชีพช่วยลดภาระประชาชนกว่า 5,600 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 16,650 ล้านบาท 

3.การเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs มีผู้รับประโยชน์ 89,206 ราย เช่น โครงการ แฟรนไชส์ สร้างมูลค่าธุรกิจกว่า 1,559 ล้านบาท ทั้งยังมีวงเงินสินเชื่ออีก 549 ล้านบาท 

4.ดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างมูลค่าการค้า 325 ล้านบาท ลดค่าครองชีพประชาชน 33.56 ล้านบาท 

5.การรับมือภาษีสหรัฐฯ และการเบี่ยงเบนทางการค้าจากประเทศอื่นๆ 

6. การส่งออกผ่านเขตการค้าเสรี (FTA) และการเปิดตลาดใหม่ เช่น ซาอุดิอาราเบีย แอฟริกา อินเดีย เป็นต้น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า 34,000 ล้านบาท 

และ7.พัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการ และปรับปรุงกฎระเบียบใหม่ 

อย่างไรก็ตามในระยะต่อไป เพื่อดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในระยะต่อไป จะเน้นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น และการปรับโครงสร้างรองรับปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ



ทั้งนี้ถ้าหากมาเจาะลึกใน 5 นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ แบบละเอียด เรื่องแรกที่ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องปัญหาปากท้องของประชาชน ดังนั้น นโยบายแรก คือ  นโยบายดูแลค่าครองชีพ – สร้างรายได้ – ยกระดับชุมชน

โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพควบคู่การสร้างรายได้ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 3,000 รายการ ซึ่งจะมีการลดราคาสินค้าสูงสุด ร้อยละ 25-58 กระจายผ่านเครือข่ายค้าปลีกกว่า 4,500 สาขา และขยายสู่ตลาดชุมชนกว่า 1,000 จุดทั่วประเทศ 

พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) นำสินค้าSME และชุมชน เข้าร่วมกว่า 2,000 ราย 

ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนคูปองส่วนลด 100 บาท 5 แสนใบ จะร่วมกับไปรษณีย์ไทย เป็นช่องทางในการซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ใช้ที่ว่าการอำเภอ 878 แห่ง เป็นจุดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ร่วมมือกับตลาด 1,000 แห่ง นำสินค้าไทยช่วยไทยมาขาย ร่วมมือกับกองทุนหมู่บ้าน ขายสินค้าไทยช่วยไทยในพื้นที่ห้างไกล ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเริ่มวันที่ 1 พ.ค.2569 

ส่วนในพื้นที่ห่างไกลจริง ๆ จะมีรถเร่ นำสินค้าไทยช่วยไทย สินค้าธงฟ้า ไปขายให้กับประชาชน โดยจะช่วยสนับสนุนค่าน้ำมัน อาทิ รถกระบะ 3,000 บาท รถพ่วงข้าง 1,500 บาท ระยะเวลา 2 เดือน เริ่มได้สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค.2569

ส่วนระยะยาว จะเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอี ชุมชน ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ รวมถึงห้างปลีกช้นนำของไทยด้วย โดยในช่วงแรกเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีจะไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมในการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์

สำหรับโครงการนี้ จะพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง ให้สามารถใช้สิทธิของโครงการคนละครึ่ง และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซื้อสินค้าไทยช่วยไทยได้ด้วย

ส่วนนโยบายที่ 2 คือ  นโยบายรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยจะดูแลในลักษณะคลัสเตอร์ 

ตั้งแต่การผลิต การแปรรูปและการขนส่ง จนถึงการทำตลาด โดยจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ทำโซนนิ่งการเพาะปลูก การใช้ปุ๋ย ทำคอนแทรกฟาร์มมิ่ง เพื่อให้ผู้ว่าควรจะปลูกเท่าไร และจะเพิ่มรายได้ได้ยังไง 

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ เพื่อเพิ่มผลผลิต หรือเพิ่มมูลค่า อาทิ การผลักดันข้าวนวัตกรรม/คุณภาพสูง เพื่อเลี่ยงสงครามราคา พัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด 

รวมทั้งการสร้างความเข้มแข็ง เพื่อยกระดับการผลิตให้แก่ชุมชน มุ่งสู่การผลิตข้าวมูลค่าสูง ตามระดับศักยภาพ โดยมีเป้าหมาย 200 กลุ่ม 

ส่วนด้านการหาตลาด กระทรวงพาณิชย์มีการเปิดจุดรับซื้อข้าว 28 จังหวัด เป้าหมายเบื้องต้น 1 ล้านตันข้าวเปลือก ราคานำตลาดตันละไม่เกิน 300 บาท 

รวมทั้งจัดทำข้าวถุงโอชาราคาประหยัดจำหน่าย และเร่งผลักดันการนำ “สินค้าเกษตร” เป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าในการจัดซื้อของภาครัฐ 

โดยอาจกำหนดเงื่อนไขการชำระสินค้าบางส่วนสในรูปแบบสินค้าเกษตรและอาหารที่มีศัยภาพของไทยกับรัฐบาลประเทศคู่ค้า  



ส่วนนโยบายที่สาม คือ การสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs/ชุมชน  ผ่าน 7 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1.การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการค้าออนไลน์ 

2.ขยายเครือข่าย และสร้างผู้ประกอบการผ่านแฟรนไชน์ ซึ่งปัจจุบันมีถึง 681 แบรนด์ และมีเครือข่ายครอบคลุม 81,024 สาจาทั่วประเทศ ทั้งยังเร่งผลักดันแฟรนไชน์ที่มีศักยภาพ สู่ตลาดต่างประเทศ

3.พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วยสินค้าจีไอ โดยเร่งขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ ให้ครบ 272 รายการภายในปี 2569 จากปัจจุบันมี 254 รายการ 

4.เพิ่มขัดความสามารถทางการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา 

5.ป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพรางหรือ นอมินี  ผ่านการบังคับใช้ “4คำสั่ง 2 ประกาศ” เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ ครอบคลุมทั้งก่อนจดทะเบีย หลังจดทะเบียน และการลงพื้นที่ตจรวจสอบ 

6.การป้องกันการทะลักของสินค้านำเข้า และสินค้าที่แอบอ้างถื่นกำเนิดสินค้าไทย โดยมีการจัดทีมเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ร่วมกับภาคเอกชน 

มีการบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการค้าต่างประเทศ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมศุลกากร เพื่อประเมินความเสี่ยงและป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า พร้อมเร่งรัดกระบวนการไต่สวนและพัฒนาระบบเอไอ 

และ7. สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยมีการให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับ พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 เพื่ออำนวยความสะดวกให้เอสเอ็มอี 

สามารถนำทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ อาทิ สิทธิเรียกร้อง สินค้าคงคลัง เครื่องจักร หรือ ทรัพย์สินทางปัญญา มาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ 

นโยบายที่ 4 นโยบายสร้างสมดุลการส่งออก เพื่อสร้างเสถียรภาพ และกระจายความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ ผ่านการสร้างสมดุลในมิติผู้ประกอบการ สินค้า ตลาด และการค้าบริการ 

สนับสนุนการใช้ LOCAL CONTENT หรือ สัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ ผ่านการแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแปรรูป (AGRI-PROCESSING)  ให้เป็นสินค้าแบรนด์ไทยที่มีมูลค่าสูง

นอกจากนี้ ยังยึดกลยุทธ์การเชื่อมโยงห่วงโซ่ หรือ Supply Chain ของไทย เข้ากับ Supply Chain ของโลก ปรับแผนการทำตลาดสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก 

พร้อมเร่งรัดกระบวนการเจรจาจัดทําข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) รับมือการไต่สวนภายในมาตรา 301 ของ Trade Act of 1974 

โดยปัจจุบันได้จัดทำข้อชี้แจงแล้วส่งไปให้สหรัฐฯ แล้ว และเดือนพฤษภาคม วันที่ 3-6 จะเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ เพื่อเพื่อเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และพาเอกชนเข้ารวมงาน SELECT USA INVESTMENT SUMMIT 2026 

และยังเดินหน้าบุกตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา โดยประเทศไทยจะเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ  FTA ไทย–EU และไทย–เกาหลีใต้ ควบคู่กับการยกระดับการท่องเที่ยวและบริการสู่ตลาดมูลค่าสูง ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจผู้สูงวัยไปพร้อมกัน 

ส่วนนโยบายสุดท้าย หรือ นโยบายที่ 5 คือ  การยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ  ภายใต้แนวคิด “พาณิชย์ดิจิทัล” โดยพัฒนาแพลตฟอร์มบริการแบบ “จุดเดียว จบ จริง” โดยใช้ AI, บิ๊กดาต้า (BIG DATA) และ คลานด์ (CLOUD)  มาให้บริการประชาชน สะดวก รวดเร็วโปร่งใส และลดความซํ้าซ้อน

รวมถึงการยกระดับงานบริการเพื่อเข้าสู่ การเป็น “รัฐบาลดิจิทัล”  (Digital Government) ลดการใช้งานกระดาษ ปรับรูปแบบเป็นดิจิทัลทั้งหมด ซึ่งจะเริ่ม 1 ก.ค. 2569

นอกจากนี้ ยังเร่งยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ โดยระยะสั้น สิ่งที่ดำเนินการแล้ว คือ Dashboard สินค้าเกษตร คาดการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรล่วงหน้า 2 - 8 สัปดาห์ นำร่องสินค้าข้าว

ส่วน ระยะกลาง คือ การใช้ AI วิเคราะห์และชี้เป้าตลาดส่งออกข้าวประณีตที่มีคุณคา และมูลค่าสูง คาดวาเริ่ม ทดลองใช้ในเดือน มิ.ย. 69 

ส่วนแผนระยะยาว ภายใน 1 ปี ขยายผลไปยังสินค้าเกษตร สําคัญอื่น ๆ เชน ปาล์มนํ้ามัน มันสําปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลไม้ 




ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง