ไวรัสโคโรนา : ภารกิจสู้โควิด-19 ของทีมหมอรุ่นใหม่ที่ รพ.ชุมชนในฉะเชิงเทรา

ไวรัสโคโรนา : ภารกิจสู้โควิด-19 ของทีมหมอรุ่นใหม่ที่ รพ.ชุมชนในฉะเชิงเทรา
บีบีซี ไทย
2 เมษายน 2563 ( 18:11 )
28
ไวรัสโคโรนา : ภารกิจสู้โควิด-19 ของทีมหมอรุ่นใหม่ที่ รพ.ชุมชนในฉะเชิงเทรา

"กลุ่มสนามมวย" เป็นคำเรียกขานผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากสนามมวย 2 แห่งในกรุงเทพฯ ที่กลายเป็นกลุ่มผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศ ทำให้มีผู้ป่วยโควิด-19 กระจายไปหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งโรงพยาบาลชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา ที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 130 กม.

หอผู้ป่วยแยกโรคถูกเนรมิตขึ้นในชั่วข้ามคืน ห้องพิเศษถูกดัดแปลงเป็นห้องผู้ป่วยความดันลบ เมื่อมีผู้ป่วยโควิด-19 รายแรกซึ่งเป็น "กลุ่มสนามมวย" เข้ามา

นี่คือบางส่วนของภารกิจที่ทีมแพทย์รุ่นใหม่ที่โรงพยาบาลสนามชัยเขต โรงพยาบาลชุมชนขนาด 120 เตียงใน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา บอกว่าเป็นประสบการณ์ที่ "เหนื่อยและโหด" ครั้งหนึ่งในชีวิตของการเป็นหมอ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ซึ่งเป็นวันที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทราออกมาเปิดเผยว่าเขาติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ทีมแพทย์โรงพยาบาลสนามชัยเขตรู้ทันทีว่าจะต้องเตรียมพร้อมรับผู้ป่วยต้องสงสัยและผู้ป่วยโควิด-19 เขาและเธอจึงสื่อสารกันจนดึกดื่นถึงการรับมือในวันรุ่งขึ้น

"คืนนั้นเราก็เริ่มคุยกันแล้วว่าพรุ่งนี้เราจะทำยังไง ถ้าคนไข้มาแบบนี้... เราคิดว่าสิ่งที่เตรียมรับมือต้องมีคนไข้ PUI (Patient Under Investigation หรือผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค) มาโรงพยาบาลแน่นอน แต่เราคาดการณ์ไม่ได้เลยว่าจะมีทั้งหมดกี่คน" พญ.เอื้อมพร หรือหมอปุ๊ก วัย 30 ปีแพทย์เฉพาะทางด้านเด็ก เล่าถึงฉากแรก ๆ ของโรงพยาบาลประจำอำเภอ

เป็นไปตามคาด เช้าวันรุ่งขึ้นประชากรใน อ.สนามชัยเขต กลุ่มหนึ่งถูกระบุว่าเป็น "ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค"

บีบีซีไทยคุยกับสองแพทย์หญิงคนรุ่นใหม่ พญ.ณภกุลธ์ ภาติยะกุล หรือหมอกุล แพทย์อายุรกรรม และ พญ.เอื้อมพร ทูคำมี หรือหมอปุ๊ก แพทย์เฉพาะทางด้านเด็ก ของโรงพยาบาลสนามชัยเขต ถึงประสบการณ์การรับมือโรคระบาดใหญ่ครั้งนี้ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ซึ่งเป็นวันที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทราออกมาเปิดเผยว่าเขาติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ทีมแพทย์โรงพยาบาลสนามชัยเขตรู้ทันทีว่าจะต้องเตรียมพร้อมรับผู้ป่วยต้องสงสัยและผู้ป่วยโควิด-19 เขาและเธอจึงสื่อสารกันจนดึกดื่นถึงการรับมือในวันรุ่งขึ้น

ตั้งค่ายนักรบในชั่วข้ามคืน

จ.ฉะเชิงเทรามีผู้ติดเชื้อจากกลุ่มสนามมวยเป็นกรณีแรก ๆ ถัดจากกรณีนักแสดง แมทธิว ดีน ซึ่งเป็นพิธีกรในการแข่งขันชกมวยที่สนามลุมพินีเมื่อต้นเดือนมีนาคม

พญ.ณภกุลธ์ หรือหมอกุล แพทย์อายุรกรรม ซึ่งถือเป็นหมอสายตรงที่ต้องรับมือกับโรคชนิดนี้ เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า วันที่ 16 มี.ค. ทางโรงพยาบาลรู้แน่ชัดแล้วว่าคนไข้กลุ่มเสี่ยงจากกรณีสนามมวยอยู่ในพื้นที่ของเรา ตอนนั้นสาธารณสุขจังหวัดมีนโยบายให้โรงพยาบาลชุมชนรับผู้ป่วยต้องสงสัยเข้าไว้ในการดูแล รวมทั้งผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง ดังนั้น โรงพยาบาลของเธอก็ได้รับผู้ป่วยรายแรกซึ่งผลการตรวจที่ รพ.เอกชน ออกมาเป็นบวก

นั่นเป็นเวลาเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง ที่โรงพยาบาลเล็ก ๆ แห่งนี้ ต้องเตรียมตัวให้พร้อม

โรงพยาบาลตัดสินใจย้ายผู้ป่วยในหอผู้ป่วยชายไปขึ้นไว้ที่ตึกใหม่ และแปลงวอร์ดนั้นเป็นหอผู้ป่วยแยกโรคที่รักษาเฉพาะโควิด-19 ทันทีในคืนนั้น

"เราเคลียร์วอร์ดเก่าให้เป็นโคฮอร์ทวอร์ด (cohort ward - หอผู้ป่วยแยกโรค) ภายในข้ามคืน"

แม้จะมีการซักซ้อมการรับมือมาบ้าง แต่โรคระบาดอย่างโควิด-19 เป็นเรื่องใหม่มากสำหรับโรงพยาบาลชุมชนในต่างจังหวัด หมอกุลบอกว่า ตอนนั้นไม่มีใครรู้เลยว่าต้องจัดแบ่งพื้นที่อย่างไร และแนวปฏิบัติที่ส่งมาถึงโรงพยาบาลในต่างจังหวัดก็ยังไม่ชัดเจนมากนัก

"ตรงไหนเป็นโซนสะอาด ตรงไหนเป็นโซนสกปรก ต้องนั่งวาดผังในวอร์ดนั้นใหม่ ตรงนั้นเป็นโซนสีเขียวนะ จะต้องใส่ชุดหรือแมสก์แบบไหน แค่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์พอไหม โซนเหลืองจะต้องมี N95 โซนแดงที่ต้องมีการสัมผัสกับคนไข้จะต้องใส่ชุด PPE อะไรแบบนี้ อันนี้ทำกันในคืนนั้น จำได้ว่าคืนนั้นอยู่กันถึง ตี 1-2" หมอกุลเล่าถึงการทำงานของแพทย์พยาบาลไม่กี่คนในคืนแรก

"เราต้องจัดโซนเพื่อความปลอดภัยของบุคลากร เพราะเราต้องส่งคนที่เป็นเหมือนนักรบเข้าไปรักษาคนไข้"

พร้อม ๆ กับการจัดตั้งวอร์ดรักษาผู้ป่วยโควิด-19 อีกด้านหนึ่งแพทย์หญิงอายุรกรรมบอกว่า สิ่งที่โรงพยาบาลจำเป็นต้องจัดตั้งทันทีคือ "คลินิกไข้หวัด" เพื่อแยกการคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มนี้ ออกจากคนไข้ที่มารับบริการด้านอื่น เพื่อป้องกันการระบาดในโรงพยาบาลด้วย

ห้องผู้ป่วยความดันลบ

แม้โรงพยาบาลจะมีห้องผู้ป่วยความดันลบอยู่ 1 ห้อง แต่ต้องใช้รักษาผู้ป่วยวัณโรค ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ห้องชนิดนี้เช่นกัน ดังนั้นห้องพิเศษของหอผู้ป่วยแยกโรคโควิด-19 จึงถูกดัดแปลงให้เป็นห้องผู้ป่วยความดันลบ

ในโรงพยาบาลขนาดเล็กเช่นนี้ อะไรที่ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมในทันที รวมทั้งห้องความดันลบ ซึ่งเป็นห้องที่มีความดันอากาศภายในห้องต่ำกว่าภายนอก เมื่อเปิดประตูห้อง อากาศภายนอกจะมีความดันอากาศสูงกว่า ส่งผลให้อากาศภายในห้องหรือเชื้อไวรัสไม่ไหลออกไปนอกห้อง

"ห้องความดันลบของเรามันไม่ได้เป็นแปลนแบบที่สถาบันบำราศนราดูร หรือในโรงเรียนแพทย์ อย่างนั้นจะเป็นแบบประตูที่ใช้หลังผลัก เป็นห้องแอนตี้รูม (ห้องที่มีห้องเล็กสำหรับเตรียมอุปกรณ์เชื่อมต่อกับห้องใหญ่)ขนาดใหญ่ มีอ่างล้างมือที่ดีอยู่ในนั้น อันนั้นเป็นแปลนของห้องความดันลบแบบจริงจัง แต่ของเราเป็นประตูไม้ มีลูกบิด ช่องระหว่างประตูไม่ได้ซีลสนิท แต่ยังดีที่มีพัดลมดูดอากาศอยู่ในห้องของคนไข้" หมอกุลเล่าถึงห้องความดันลบที่ รพ.สนามชัยเขต

ระดมทีม

ภาระงานของหมอพยาบาลที่หนักอยู่แล้วถูกเพิ่มเติมด้วยงานโควิด-19 ทั้งส่วนงานที่ต้องเก็บตัวอย่างส่งตรวจ (Swab) และส่วนที่ดูแลวอร์ดผู้ป่วยโควิด ทว่าหมออายุรกรรมไม่ได้ลุยงานนี้เพียงทีมเดียว แพทย์เฉพาะทางด้านอื่น รวมทั้งบุคลากรด้านอื่น ๆ ในโรงพยาบาล ต่างเป็นกำลังสำคัญเป็นทีมเดียวกันในช่วงนี้

"พอมีเรื่องโควิดเข้ามา พี่หมอศัลย์ฯ (ศัลยกรรม) หมอดมยา หมอกระดูก เขาก็ไม่ทิ้งเราไปไหน ทั้งที่งานนี้ไม่ได้เกี่ยวกับหมอกระดูกเลย เขาก็มีจิตใจโทรมาถามว่ามีอะไรให้พี่ช่วยไหม คลินิกไข้หวัดยังไม่มีคนออกตรวจ เดี๋ยวพี่ไปตรวจให้เลย พี่ว่างช่วงนี้ พี่ไม่ค่อยมีเคสผ่าตัดอยู่แล้ว...ทุกคนดูพร้อมที่จะช่วยกันในส่วนที่ช่วยได้" หมอกุลเล่า

ขณะที่หมอปุ๊กบอกว่านี่อาจไม่ใช่งานของหมอเด็กโดยตรง แต่ความรู้ด้านการควบคุมการติดเชื้อของเธอถูกนำมาใช้เพื่อการจัดระบบงานภายในโรงพยาบาลให้บุคลากรปลอดภัยเมื่อต้องเสี่ยงกับโรคนี้

"งานพวกนี้อะไรที่เรามีความรู้แล้วทำได้ เราก็ต้องทำ ไม่ใช่อยู่เฉย ๆ ไม่งั้น รพ.ก็จะอยู่ไม่ได้ แล้วจะล่มจะพังไปหมด" เธอยังเล่าถึงส่วนบุคลากรสำนักงานที่แม้จะไม่ได้มีหน้าที่ดูแลคนไข้ แต่ก็สนับสนุนเรื่องการผลิตอุปกรณ์ป้องกันส่งให้คนทำงานที่ต้องเจอผู้ป่วย และช่วยดูแลการรับบริจาคจากประชาชน

"เรามีหน่วยเสบียงที่เติมให้เราไปสู้รบในแนวหน้า" เธอกล่าวถึงส่วนงานอื่น ๆ ในโรงพยาบาลที่สนับสนุนเป็นอย่างดี

ค้นหาผู้สัมผัส

หมอปุ๊กเล่าว่า เมื่อวางแผนวอร์ดดูแลคนไข้ได้แล้ว ระหว่างนั้นทีมเจ้าหน้าที่ด้านงานระบาดวิทยา ก็ลงพื้นที่ตามหาคนสัมผัสเพื่อเก็บตัวอย่างส่งตรวจทันที และตรวจว่ามีอาการบ่งชี้หรือไม่ ทั้งผู้สัมผัสใกล้ชิดร่วมบ้าน กลุ่มที่ไปสนามมวยด้วยกัน นั่งรถคันเดียวกัน

"ถ้ามีอาการก็มา swab (เก็บตัวอย่างส่งตรวจ) ก่อน ถ้าไม่มีอาการก็ให้กักตัว ซึ่งอาการเราก็ไม่ได้ตามแค่เรื่องไข้ เจ็บคอ มีน้ำมูก เราก็ตามมาหมด สุดท้ายก็ทำเชิงรุก เก็บ swab คนที่ใกล้ชิดทั้งหมด แล้วผลก็ออกมาเป็นลบ"

แพทย์หญิงบอกว่า เป็นความโชคดีที่ผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสนามชัยเขตอาการไม่รุนแรงมากนัก

ทุกวันนี้ คุณหมอยังต้องเก็บตัวอย่างผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรควันละ 1-2 เคส

อุปกรณ์ป้องกันตัว แม้ยังไม่เหลือเป็นศูนย์ แต่เริ่มขาดแคลน

สถานการณ์ของความไม่เพียงพอของอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่โรงพยาบาลแห่งนี้ แทบไม่ต่างจากโรงพยาบาลอื่น ๆ ทั่วประเทศ ก่อนหน้านี้บุคลากรทางการแพทย์ที่นี่ถูกจำกัดให้ใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ได้แค่คนละ 2 ชิ้นต่อสัปดาห์

เมื่อโรงพยาบาลต้องรับมือกับผู้ป่วยและตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 หมอปุ๊กบอกว่าตอนนั้นโรงพยาบาลมีชุด PPE "เพียงหลักสิบ" ซึ่งเป็นจำนวนที่ รองรับการใช้งานในภาวะปกติ ไม่ใช่สถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้

สำหรับชุดป้องกันการติดเชื้อแบบคลุมทั้งตัวหรือชุด PPE (Personal Protective Equipment - PPE) ที่ต้องใช้ในการเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ที่นี่ใช้วันละประมาณ 5 ชุด แต่หากมีผู้ป่วยยืนยันในโรงพยาบาล ก็ต้องใช้ทั้งหมดวันละประมาณ 15 ชุด

"ชุดถูกใช้เรื่อย ๆ ในเคสต้องสงสัย ทีมฉุกเฉินโรงพยาบาลเราต้องไปรับคนที่สนามบินสุวรรณภูมิ...พอมีเคสเข้ามาทำให้หน้ากากอนามัยและ PPE ถูกใช้ไปมากขึ้น มันยังไม่เหลือศูนย์ แต่มันเริ่มขาดแคลน เพราะคนไข้เรายังต้องแอดมิท ต้องมีสต็อกไว้ เลยเกิดกระบวนการจัดหาชุดเกิดขึ้น เราตัดสินใจประชาสัมพันธ์ ขอรับบริจาค" หมอปุ๊กกล่าว

"เราต้องทำเกราะของโรงพยาบาลให้เข้มแข็ง"

หมอกุลยอมรับว่าความพร้อมของโรงพยาบาลชุมชนกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในการรับมือกับโรคระบาดที่มีความรุนแรงเช่นนี้มีความแตกต่างกันอยู่แล้ว เธอบอกว่าโรงพยาบาลระดับชุมชนนั้นเป็นโรงพยาบาลที่ประชาชนเข้าถึงง่ายที่สุด ก็ต้องยิ่งเป็นที่พึ่งทางสาธารณสุขให้กับผู้คน อีกบทบาทหนึ่งคือช่วยแบ่งเบาภาระดูแลผู้ป่วยให้กับโรงพยาบาลระดับจังหวัดด้วย

"การที่เราทำเกราะของโรงพยาบาลเราให้เข้มแข็ง ทำนโยบายของโรงพยาบาลให้เข้มแข็ง คัดกรองผู้ป่วยได้มันก็เหมือนเป็นการที่เราช่วยคนทั้งอำเภอได้" นี่คือความคิดของหมอกุล

"เราเป็นโรงพยาบาลชุมชน เราอยู่ใกล้ชิดกับคนไข้เรามากกว่า อย่างน้อยสนามชัยเขตต้องเข้มแข็ง ไม่ใช่เป็นภาระของโรงพยาบาลศูนย์ เขาภาระเยอะมาก ๆ อยู่แล้ว หากทุกอำเภอต้องส่งไปที่นั่นหมด จังหวัดเราคงจะล่มสลายไปเลย" หมอกุลกล่าว

เว้นระยะห่างกับครอบครัว

คนข้างหน้าคือคนไข้ที่ต้องดูแล แต่คนข้างหลังของบุคลากรทางการแพทย์ก็เป็นคนที่พวกเขาเป็นห่วงไม่แพ้กัน

หมอปุ๊กซึ่งมีบ้านเกิดของเธออยู่อำเภอนี้ เลือกที่จะไม่กลับไปนอนที่บ้านตั้งแต่เริ่มมีผู้ป่วยโควิด-19 ในอำเภอ โดยย้ายมานอนที่โรงพยาบาลเพราะเป็นห่วงพ่อแม่ซึ่งมีอายุและมีโรคประจำตัว

"เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเราจะติดเชื้อเมื่อไหร่ก็มีโอกาสแพร่เชื้อให้คนในบ้านได้ เลยย้ายไปอยู่ที่โรงพยาบาล"

ส่วนหมอกุล บางครั้งการกลับบ้านทำได้เพียงแค่เจอหน้าพ่อแม่แต่ไม่ลงจากรถ เธอยังเล่าอีกว่าพี่พยาบาลบางคนถึงกับต้องกางเต็นท์นอนหน้าบ้านตัวเองแยกต่างหาก เพื่อเว้นระยะห่างกับสมาชิกในบ้าน

งานยังไม่จบ

สิ่งที่แพทย์หญิงทั้งสองคน เห็นว่าในระดับนโยบายน่าจะสนับสนุนโรงพยาบาลชุมชนได้คือการลงมาติดตามระบบการควบคุมการติดเชื้อของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ทางหนึ่งก็เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด้วย

ส่วนเครื่องป้องกันของบุคลากร ตอนนี้ยังอยู่ในระยะที่ยังจำเป็นต้องรับบริจาคอยู่ พวกเธอบอกว่าอยากให้ส่วนกลางอำนวยให้การจัดซื้อของโรงพยาบาลทำได้ง่ายขึ้นและราคาที่ไม่แพง

สำหรับประสบการณ์ของชีวิตการเป็นหมอในวัย 30 ปี พวกเธอบอกว่า นี่ไม่ได้เป็นเพียงการทำตามหน้าที่

"ถ้าให้เลือกจะทำไหม ก็คงทำเหมือนเดิม มันไม่ใช่เป็นแค่หน้าที่อย่างเดียว แต่มันเป็นประสบการณ์ หมอสักกี่รุ่น หมอ 50 ปีที่แล้วเขาก็ไม่เคยเจอโรคระบาดขนาดนี้ เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตเราที่ได้เจอ อนาคตถ้ามีโรคอื่นขึ้นมา เราก็ไปช่วยเหมือนเดิมเพราะเรามีประสบการณ์มาแล้ว" หมอกุลกล่าว

"มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำ ตอนนี้มันยังไม่จบ ยังต้องสู้ต่อยังคาดการณ์อะไรไม่ได้ แต่ถ้างานจบคงรู้สึกภาคภูมิใจ และคิดว่าโรงพยาบาลเราน่าจะผ่านไปได้ด้วยดี" หมอปุ๊กทิ้งท้าย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง