พาณิชย์คุมเข้มราคา-กระจายสินค้า รับวิกฤตพลังงาน

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กำลังส่งแรงกระเพื่อมถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนสินค้าในหลายภาคส่วนที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ภาวะดังกล่าวเริ่มกระทบตั้งแต่ภาคการผลิตไปจนถึงผู้บริโภค ขณะที่บางช่วงเกิดปัญหาสินค้าคงค้างในประเทศจากข้อจำกัดด้านการขนส่ง ทำให้ผู้ผลิตบางส่วนชะลอการผลิต และราคาสินค้ามีความผันผวนมากขึ้น
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ภาระตกกับประชาชนและเกษตรกรมากเกินไป ภายใต้แนวคิด “2 พ.” คือ ปริมาณต้องเพียงพอ และราคาต้องไม่แพงเกินสมควร เพื่อให้ทุกภาคส่วนยังสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปได้
ในด้านการลดค่าครองชีพ กรมการค้าภายในเน้นให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นทั้งด้านราคาและช่องทาง โดยสินค้าธงฟ้าจำหน่ายต่ำกว่าท้องตลาดเฉลี่ย 30–60% ครอบคลุมกว่า 200 รายการ เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม และน้ำตาลทราย ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 500 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน พร้อมขยายจุดจำหน่ายผ่านกิจกรรมธงฟ้ารวม 518 ครั้งทั่วประเทศ และเพิ่มการกระจายสินค้าผ่านรถพุ่มพวงและรถโมบายกว่า 5,000 คัน เพื่อเข้าถึงพื้นที่ชุมชนและพื้นที่ห่างไกล
ขณะเดียวกัน ยังเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไปยังตลาดและจุดจำหน่ายกว่า 1,000 แห่ง รวมถึงร้านค้าปลีกและโชห่วย เพื่อช่วยระบายผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร พร้อมดำเนินโครงการ “ธงเขียวพลัส” เพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตร
ด้านการกำกับดูแลราคา กรมฯ ได้เพิ่มรายการสินค้าที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาจาก 8 เป็น 15 รายการ โดยพิจารณาจากต้นทุนจริงที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน ซึ่งประเมินว่าราคาสินค้าอาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 0.7–44.4% ตามประเภทสินค้า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่อนุญาตให้ปรับขึ้นราคา และอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างรอบคอบ
สำหรับปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของเกษตรกร กรมฯ ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีสต๊อกรวมประมาณ 900,000 ตัน โดย 64% ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต ขณะที่ปุ๋ยยูเรียซึ่งพึ่งพาการนำเข้ามีต้นทุนเพิ่มขึ้นจาก 500 เป็น 800 ดอลลาร์ต่อตัน และมีการจัดหานำเข้าเพิ่มเติมเพื่อรองรับฤดูกาลเพาะปลูก พร้อมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยสูตรผสมเพื่อลดความเสี่ยงด้านราคา
ในส่วนของปาล์มน้ำมัน ยืนยันว่ามาตรการบริหารจัดการไม่ได้เป็นการห้ามส่งออก แต่เป็นการรักษาสมดุลระหว่างการใช้ในประเทศและภาคพลังงาน โดยปัจจุบันราคาผลปาล์มอยู่ที่ประมาณ 8 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าสูงในรอบหลายปี ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และจะมีการบริหารจัดการไม่ให้กระทบผู้บริโภค
นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังเพิ่ม “เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุม ครอบคลุมวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนและการปรับราคาที่ไม่เหมาะสม พร้อมตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายวิทยากร ย้ำว่า กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้สินค้าเพียงพอ ราคาเหมาะสม เกษตรกรมีรายได้ และประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพมากเกินไปในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
