รีเซต

เตือนไม่ชำแหละสัตว์ที่ป่วยตายผิดปกติ พบเชื้อพิษสุนัขบ้าแล้ว 50 ตัว

เตือนไม่ชำแหละสัตว์ที่ป่วยตายผิดปกติ พบเชื้อพิษสุนัขบ้าแล้ว 50 ตัว
TNN ช่อง16
23 กุมภาพันธ์ 2569 ( 15:27 )

กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลจากสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ปี 2569 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ที่จังหวัดระยอง และพบเชื้อพิษสุนัขบ้าในสัตว์ตั้งแต่ 1 มกราคม –20 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 50 ตัว ของตัวอย่างทั้งหมด 532 ตัว จาก 77 จังหวัด โดยตรวจพบมากที่สุดในสุนัข พร้อมเน้นย้ำว่าโรคพิษสุนัขบ้าสามารถพบได้ตลอดทั้งปี

นายแพทย์หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น  กล่าวว่าโรคพิษสุนัขบ้ายังเป็นภัยที่ใกล้ตัว เพราะสามารถพบได้ทั้งในสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัด สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกฤดู สำหรับสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในเขตสุขภาพที่ 7 (จังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และกาฬสินธุ์) ระหว่าง วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 20 กุมภาพันธ์ 2569 พบเชื้อในสัตว์จำนวน 6 ตัวอย่าง ที่พบมากที่สุดคือ ในสุนัข 5 ตัวอย่าง และในวัว 1 ตัวอย่าง โดยพบในพื้นที่เดิมของปี 2568 และระบาดไปยังพื้นที่ใกล้เคียง จึงทำให้มีความเป็นไปได้ว่าสัตว์ที่ติดโรคพิษสุนัขบ้า อาจแพร่เชื้อไปสู่สัตว์เลี้ยงในครัวเรือน หากประชาชนนำ โค-กระบือที่ติดเชื้อและตายโดยไม่ทราบสาเหตุมาชำแหละ หรือนำมารับประทานแบบดิบ ก็จะทำให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าได้ หากติดเชื้อและแสดงอาการแล้วจะเสียชีวิตทุกราย   ซึ่งที่ผ่านมาเคยพบว่า มีผู้ติดโรคพิษสุนัขบ้าจากการกินเนื้อสัตว์ที่ป่วยหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและสังเกตอาการสัตว์เลี้ยงของตนเอง

 หากพบสัตว์ที่เลี้ยงไว้มีอาการผิดปกติ เช่น ซึม ก้าวร้าว น้ำลายไหล เดินเซ หรือล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์หรือสาธารณสุขในพื้นที่ทันที เพื่อดำเนินการตรวจสอบและควบคุมโรคอย่างเหมาะสม กรณีถูกกัด ถูกข่วน ให้รีบล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาดและสบู่นาน 15 นาที จากนั้นเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ และรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคทันที โดยไม่ต้องรอให้สัตว์ตาย

นอกจากนี้นายแพทย์หิรัญวุฒิ ได้กล่าวชื่นชมหน่วยงานระดับท้องถิ่น ที่ขับเคลื่อนมาตรการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดหาวัคซีนให้เพียงพอ ทันเวลา และฉีดวัคซีนตามแนวทาง มาตรการอย่างเคร่งครัด  พร้อมทั้งกำชับให้จัดเก็บรักษาวัคซีนตามระบบลูกโซ่ความเย็น (Cold Chain) หากควบคุมอุณหภูมิได้อย่างเหมาะสมจะคงประสิทธิภาพของวัคซีน แต่หากเก็บรักษาในที่อุณหภูมิไม่เหมาะสม วัคซีนจะเสื่อมคุณภาพทันที และส่งผลให้ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคลดลง กรณีวัคซีนที่รอการฉีดหรือฉีดไม่หมด ควรเก็บในตู้เย็นสำหรับเก็บวัคซีนเท่านั้น ไม่ควรเก็บวัคซีนในตู้เย็นที่เก็บอาหาร เครื่องดื่ม หรือมีสิ่งอื่นปะปน  ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422” 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง