คลื่นความร้อนคร่าชีวิตคนไทยเพิ่มขึ้น เปิดสถิติ Heat Stroke และกลุ่มเสี่ยง

คลื่นความร้อนกับสถิติการเสียชีวิตในไทย เมื่ออากาศร้อนกลายเป็นความเสี่ยงด้านสาธารณสุข
คลื่นความร้อน (Heatwave) กำลังเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขที่หลายประเทศให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากเป็นภัยธรรมชาติที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลก แม้จะไม่ได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างชัดเจนเหมือนพายุหรือน้ำท่วม แต่ผลกระทบต่อร่างกายสามารถเกิดขึ้นได้ภายในเวลาอันสั้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลของกรมควบคุมโรคระบุว่า ระหว่างปี 2561–2567 มีผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดด (Heat Stroke) สะสมมากกว่า 200 ราย ขณะที่ปี 2567 มีผู้เสียชีวิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 63 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ
คลื่นความร้อนคืออะไร
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ให้นิยาม "คลื่นความร้อน" ว่าเป็นช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยของพื้นที่ประมาณ 5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันอย่างน้อย 5 วัน แตกต่างจากอากาศร้อนทั่วไป เพราะร่างกายมีเวลาฟื้นตัวน้อยลง ทำให้ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น
ประเทศไทยเคยพบเหตุการณ์ลักษณะนี้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งบางจังหวัดมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากถึง 8 องศาเซลเซียสต่อเนื่องหลายวัน
ฮีทสโตรก ภาวะฉุกเฉินที่มีอัตราเสียชีวิตสูง
โรคจากความร้อนมีหลายระดับ ตั้งแต่ตะคริวจากความร้อน เพลียแดด ไปจนถึงฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่สุด
เมื่ออุณหภูมิแกนกลางของร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ระบบควบคุมอุณหภูมิจะเริ่มล้มเหลว ส่งผลให้เซลล์และอวัยวะสำคัญได้รับความเสียหาย เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด กล้ามเนื้อสลาย และนำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ (Multi-Organ Failure)
ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ฮีทสโตรกมีอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 33–80
สถิติผู้เสียชีวิตในประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ข้อมูลของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่า
ปี 2561–2567 มีผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 200 ราย
ระหว่างปี 2562–2567 มีผู้เสียชีวิตรวม 212 ราย หรือเฉลี่ยประมาณ 27 รายต่อปี
ปี 2567 มีผู้เสียชีวิตสูงสุด 63 ราย ถือเป็นสถิติสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเฝ้าระวังโรค
ลักษณะของผู้เสียชีวิต
ข้อมูลปี 2567 พบว่า
ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพศชาย
อายุอยู่ระหว่าง 30–95 ปี อายุเฉลี่ยประมาณ 62 ปี
ผู้ใช้แรงงานและรับจ้างมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 27–28
ร้อยละ 24–49 มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ
ร้อยละ 62 มีประวัติการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ประมาณร้อยละ 67–70 เสียชีวิตจากการทำกิจกรรมกลางแจ้ง
ช่วงเวลาและพื้นที่ที่พบการเสียชีวิตมากที่สุด
ข้อมูลของกรมควบคุมโรคพบว่า เดือนเมษายนเป็นช่วงที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุด คิดเป็นประมาณร้อยละ 46–70 ของทั้งปี ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่อุณหภูมิหลายพื้นที่แตะระดับ 41–44 องศาเซลเซียส
ด้านการกระจายตัวตามภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงที่สุดต่อเนื่องหลายปี โดยในปี 2567 พบผู้เสียชีวิต 33 ราย จากทั้งหมด 61 ราย รองลงมาคือภาคกลางและภาคตะวันตก 13 ราย และภาคเหนือ 10 ราย
จังหวัดที่มีรายงานผู้เสียชีวิตต่อเนื่อง ได้แก่ อุดรธานี บุรีรัมย์ ชลบุรี และลพบุรี
ปัจจัยเสี่ยงที่พบร่วมกัน
กรมควบคุมโรคระบุปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดฮีทสโตรก ได้แก่
- ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะช่วง 11.00–15.00 น.
- ดื่มน้ำน้อยหรือมีภาวะขาดน้ำ
- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- มีโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหลอดเลือดสมอง
- ภาวะอ้วน
- พักผ่อนไม่เพียงพอ
- สวมเสื้อผ้าหนา ระบายอากาศได้ไม่ดี
กลุ่มประชากรที่ต้องเฝ้าระวัง
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่
- ผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยมีประมาณ 10 ล้านคน
- ผู้ที่มีภาวะอ้วน ประมาณ 13 ล้านคน
- แรงงานกลางแจ้ง เช่น เกษตรกร คนงานก่อสร้าง ทหาร และนักกีฬา
- เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาต้านฮิสตามีน และยาทางจิตเวช
แนวโน้มอุณหภูมิของประเทศไทย
ข้อมูลด้านภูมิอากาศพบว่า อุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิเฉลี่ย และอุณหภูมิต่ำสุดของประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.10–0.59 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ระหว่างปี 2513–2549
ส่วนกรุงเทพมหานครมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียส เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลตั้งแต่ปี 2394–2560
แบบจำลองของธนาคารโลกคาดการณ์ว่า หากโลกยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยอาจเพิ่มขึ้นถึง 3.6–3.8 องศาเซลเซียสภายในช่วงปลายศตวรรษ
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2080 อัตราการเสียชีวิตจากความร้อนในประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปของไทย อาจเพิ่มเป็น 58 คนต่อประชากร 100,000 คน ภายใต้สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับสูง
Heat Index เครื่องมือประเมินความเสี่ยง
ประเทศไทยใช้ดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งคำนวณจากอุณหภูมิร่วมกับความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพ
ในปี 2568 หลายจังหวัดภาคใต้ เช่น ภูเก็ต ปัตตานี นครศรีธรรมราช และสงขลา มีการคาดการณ์ว่าค่า Heat Index จะสูงเกิน 52 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายขั้นรุนแรง
วิธีสังเกตอาการฮีทสโตรก
อาการสำคัญ ได้แก่
- ตัวร้อนจัด อุณหภูมิร่างกายสูง
- ผิวหนังแดง ร้อน และแห้ง
- ชีพจรเต้นเร็ว
- ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
- สับสน พูดไม่ชัด
- ชัก หรือหมดสติ
เมื่อพบผู้ป่วย ควรรีบย้ายเข้าที่ร่ม ลดอุณหภูมิร่างกายด้วยผ้าเย็นหรือน้ำแข็งบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ ใช้พัดลมช่วยระบายความร้อน พร้อมโทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 หรือนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
การป้องกัน
คำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรค ได้แก่
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วง 11.00–15.00 น.
- ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ แม้ยังไม่รู้สึกกระหาย
- สวมเสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี
- ไม่ทิ้งเด็กหรือผู้สูงอายุไว้ในรถที่จอดกลางแดด
- ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในวันที่อากาศร้อน
- ติดตามการประกาศค่า Heat Index และคำเตือนจากหน่วยงานภาครัฐ
จากข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่าความร้อนจัดส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย สถิติผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับแนวโน้มอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้การเฝ้าระวัง การสื่อสารความเสี่ยง และการป้องกันในระดับบุคคล ชุมชน และสถานประกอบการ มีบทบาทสำคัญในการลดจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
