โควิด-19 : มติ 6 พรรคฝ่ายค้านให้รัฐบาลเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมร่อน จม. ถึง ประยุทธ์-ชวน ขอเปิดสภาสมัยวิสามัญถกปัญหาไวรัสโคโรนา

โควิด-19 : มติ 6 พรรคฝ่ายค้านให้รัฐบาลเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมร่อน จม. ถึง ประยุทธ์-ชวน ขอเปิดสภาสมัยวิสามัญถกปัญหาไวรัสโคโรนา
บีบีซี ไทย
23 เมษายน 2563 ( 17:29 )
90
โควิด-19 : มติ 6 พรรคฝ่ายค้านให้รัฐบาลเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมร่อน จม. ถึง ประยุทธ์-ชวน ขอเปิดสภาสมัยวิสามัญถกปัญหาไวรัสโคโรนา

6 พรรคฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งประเทศ ตั้งแต่ 1 พ.ค. นี้ และเตรียมยื่นหนังสือขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ถกปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19

 

จดหมายจาก 6 พรรคร่วมฝ่ายค้านจะถูกส่งถึงประมุข 2 ฝ่าย

 

ฉบับแรกส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เพื่อให้พิจารณาใช้รัฐสภาหาทางออกให้ประเทศ และให้ ส.ส. นำเสียงของประชาชนมาสะท้อนเพื่อให้การแก้ไขปัญหาถูกทิศทาง

 

ฉบับที่สองส่งถึง นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อให้สภาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานความต้องการและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านทั้ง 6 พรรคประชุมร่วมกันวันนี้ (23 เม.ย.) โดยพวกเขาคาดหวังว่าการประชุมสภาจะเกิดขึ้นได้ภายในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน พ.ค.

 

การเปิดสภาสมัยวิสามัญ อาศัยอำนาจตามมาตรา 123 ของรัฐธรรมนูญ โดย ส.ส. และ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกสองสภาเท่าที่มีอยู่ หรือ 246 คนจาก 738 คน (สภาล่าง 488 คน และสภาสูง 250 คน) มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญได้

 

อย่างไรก็ตามขณะนี้ฝ่ายค้านมีเสียงในสภาเพียง 213 เสียง ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำเนินการ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ์ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) จึงประกาศ "ขอเสียงจาก ส.ส. รัฐบาล และ ส.ว. อีกอย่างน้อย 33 เสียง" และจะประสานงานไปยังคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) โดยเร็ว

 

ยกปัญหา "คนฆ่าตัวตาย-ฝนตกไม่ทั่วฟ้า" กดดันรัฐบาลเปิดสภาถกด่วน

การประชุมรัฐสภาสมัยสามัญจะเกิดขึ้นในวันที่ 22 พ.ค. แต่แกนนำ 6 พรรคฝ่ายค้านมองว่าไม่ทันกาลกับการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

 

"ทุกวันนี้รอช้าไม่ได้ เพราะจะเห็นข่าวมีคนฆ่าตัวตายทุกวัน ถ้าเขาไม่เดือดร้อนจริง ๆ ก็คงไม่ต้องฆ่าตัวตายขนาดนี้" นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าว

 

เช่นเดียวกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ระบุว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุ "ฝนตกไม่ทั่วฟ้า" ประชาชนกว่าครึ่งประเทศถูกทิ้งด้วยนโยบายของรัฐ เนื่องจากรัฐบาลประเมินต่ำเกินไป ทำให้การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชน 5 พันบาท เริ่มต้นด้วยการคิดถึงคนเพียง 3 ล้านคน ก่อนขยายเป็น 9 ล้านคน และเพิ่มเป็น 14 ล้านคน ทั้งที่แรงงานนอกระบบตามฐานข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติมีอยู่ 14.5 ล้านคน ซึ่งระบบการทำงานและการกลั่นกรองที่ล่าช้า ยิ่งนาน ยิ่งสับสน ประชาชนยิ่งทะเลาะกันเอง

 

"สำหรับประชาชน ความล่าช้าอย่าว่าแต่ 7 วันเลยครับ 7 ชั่วโมง เขาก็รอไม่ได้เพราะความหิวไม่เคยปรานีใคร อย่างว่าแต่ 7 ชั่วโมง 7 นาทีสำหรับบางคนเป็น 7 นาทีที่สามารถตัดสินความเป็นความตายของเขาได้ ดังนั้นสภาน่าจะมีส่วนร่นเวลาในการนำงบมาเยียวยาประชาชนได้" ผู้นำพรรค ก.ก. กล่าว

 

เขากล่าวด้วยว่า การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐต้องสะท้อนยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรงจุด เพราะ "เงินกู้ไม่ใช่รายได้ แต่เป็นการตีเช็คเปล่าได้" หากมีการเปิดประชุมสภา ฝ่ายค้านก็จะสามารถอภิปราย แนะนำ ท้วงติง รวมถึงตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญตรวจสอบงบแก้ปัญหาโควิดและเศรษฐกิจได้

 

นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภา สังกัด พท. แสดงความกังวลต่อการที่รัฐบาล "กำลังใช้เงินในอนาคตมาสู้กับวิกฤฤที่เกิดขึ้นในประเทศ" ฝ่ายค้านจึงมีข้อเสนอให้ปรับเปลี่ยนงบประมาณร่ายจ่ายประจำปี 2563-2564 ให้เหมาะสม ส่วนเงินกู้ต้องใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและมียุทธศาสตร์เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ ไม่ใช่ให้เงินเหล่านี้ถูกใช้ไปโดยไม่มีการตรวจสอบ

 

ขอปลดล็อก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งประเทศ

อีกมติของ 6 พรรคร่วมฝ่ายค้านคือ การเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งประเทศซึ่งกำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 30 เม.ย. นี้ เนื่องจากเห็นว่ามาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อจำกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำได้ดีตามสมควร จึงไม่จำเป็นต้องต่ออายุ พ.ร.ก. อีก แต่ให้นำกฎหมายสาธารณสุขมาใช้ดำเนินการ

 

นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรคพลังปวงชนไทย กล่าวว่า รัฐบาลควรสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมโรคระบาดกับการบริหารเศรษฐกิจด้วยการปลดล็อก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะบางจังหวัดไม่มีโรคระบาด แต่ก็พลอยติดกับดัก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปด้วย และขอ "อย่าเอาโรคระบาดที่อยู่ในบางพื้นที่ไปจำกัดบางพื้นที่" เพราะจะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไม่ได้ และเปลืองงบที่ต้องใช้แก้ปัญหา

 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ชี้ว่า ประชาชนควรได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี เพราะ 1 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนมีประสบการณ์มากพอแล้วในการป้องกันตัวจากโรคระบาด และน่าจะป้องกันตัวเองได้แม้มีการปลดล็อก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

 

รัฐบาลโยนวิปรัฐบาลชี้ขาดเปิดสภาวิสามัญ

ถึงขณะนี้มี พ.ร.ก. 4 ฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อ "ขออนุมัติโดยไม่ชักช้า" ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ในจำนวนนี้เป็น พ.ร.ก.การเงิน 3 ฉบับ วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งคนในสภาจ้องเปิดอภิปรายและตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน

  1. พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 (วงเงินรวมไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท)
  2. พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 (ให้ ธปท. ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ธนาคารพาณิชย์เพื่อปล่อยกู้ SMEs ในอัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท)
  3. พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 (ให้ ธปท. ตั้งกองทุนพยุงหุ้นกู้เอกชน วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท)
  4. พ.ร.ก.ว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563

 

อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังออกอาการแบ่งรับแบ่งสู้กับการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่ไม่ได้หารือนี้ เป็นหน้าที่ของวิปรัฐบาลที่ต้องพิจารณาว่า "มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดในสภาวะโรคระบาด เพราะเป็นการรวมคนจำนวนมาก รวมทั้งความพร้อมของห้องประชุมสุริยันด้วย ต้องนำทุกอย่างมาประกอบการพิจารณา"

 

ขณะที่นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แสดงความเห็นด้วยกับการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพราะมีทั้ง พ.ร.ก. และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ต้องรีบดำเนินการเพื่อนำเงินมาเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสโควิด-19

 

ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านกังวล กับคำชี้แจงเบื้องต้นของรัฐบาล

วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลเตรียมไว้ใช้จ่ายเพื่อกู้วิกฤตโควิด-19 คิดเป็น 11.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2562

 

เฉพาะการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ได้ผลักยอดหนี้สาธารณะของรัฐบาลให้ทะยานขึ้นไปเป็น 47% ของจีดีพี หรือคิดเป็น 7.9 ล้านล้านบาท (เดิมหนี้สาธารณะอยู่ที่ 42% คิดเป็น 6.9 ล้านล้านบาท)

 

 

ในวันที่รัฐบาลตัดสินใจ "กู้เงิน" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยชี้แจงว่าเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดย 6 แสนล้านบาท สำหรับรักษาและเยียวยาด้านสุขภาพของประชาชน และอีก 4 แสนล้านบาท สำหรับฟื้นฟูและเยียวยาระบบเศรษฐกิจและสังคม

 

ไม่ใช่แค่นักการเมืองฝ่ายค้านที่คลางแคลงใจเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ของรัฐบาล แม้แต่ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ก็ได้เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงการคลังเมื่อ 21 เม.ย. เพื่อคำชี้แจงเรื่องการใช้เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ให้รอบคอบและโปร่งใส ทั้งนี้นายเทพไท เสนพงษ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ปชป. เชื่อว่าหากมีการประชุมสภา รัฐบาลจะถูกโจมตีแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาทที่ประชาชนยังสับสนอยู่มาก

 

ส.ส. ขั้วเดียวกัน-ขั้วตรงข้ามตั้งข้อสังเกตอย่างไรกับวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาทของรัฐบาล

เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท

อาจเกิดการทุจริต/รั่วไหลของงบประมาณที่ต้องเร่งรัดการเบิกจ่าย

ควรสนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน/สร้างรายได้ในพื้นที่ ไม่ใช่ช่วยบริษัทรับเหมาที่รับงานส่วนราชการอยู่

เสี่ยงเป็น "เบี้ยหัวแตก" เพราะมีแต่กรอบ ไม่มีรายละเอียด โดยรอให้แต่ละกระทรวงเสนอโครงการเข้ามาขอเงิน

ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการให้ "คณะบุคคล" ชุดเดียวทำหน้าที่กลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้มหาศาล ทั้งนี้คณะกรรมการดังกล่าวมี 11 คน มาจากข้าราชการประจำ 6 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน มีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธาน

ธปท. ปล่อยซอฟต์โลนให้ธนาคารช่วย SMEs 5 แสนล้าน

คลางแคลงใจว่าเงินจะถึงมือผู้ประกอบการ SME แค่ไหน หรือมีแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าถึงแหล่งทุน เนื่องจาก ธปท. ให้แต่ละธนาคารกำหนดเกณฑ์กู้เงินกันเอง

ธปท. ตั้งกองทุนพยุงหุ้นกู้เอกชน 4 แสนล้านบาท

อาจเอื้อประโยชน์แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่

อาจซ้ำรอยกรณี ธปท. อุ้มสถาบันการเงินผ่านกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในคราวเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 สร้างความเสียหาย 2.2 ล้านล้านบาท

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมและสรุปความเห็นของ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ปรากฏต่อสาธารณะ หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.การเงินทั้ง 3 ฉบับ ตั้งแต่ 19 เม.ย. 2563

 

ชวนเล็งลดความหนาแน่นในสภา ให้เฉพาะผู้อภิปรายอยู่ในห้องประชุม

แม้ยังไม่ชัดเจนว่าการประชุมสภาสมัยวิสามัญจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ในช่วงปลายเดือน พ.ค. บรรดาผู้ทรงเกียรติ์ต้องกลับเข้าสภาเพื่อประชุมสมัยสามัญ ซึ่งการมารวมตัวกันของคน "ครึ่งพัน" ย่อมไม่เป็นไปตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงโควิด-19

 

นายชวน หลีกภัย ประธานสภา จึงเตรียมเชิญผู้เกี่ยวข้องมาหารือกระบวนการป้องกันเพื่อความปลอดภัยของทุกคนในรัฐสภา โดยมีประเด็นเบื้องต้น ดังนี้

  • สั่งการให้เตรียมห้องประชุม "สุริยัน" รองรับ โดยกำหนดที่นั่ง ส.ส. ให้ห่างกัน
  • ในการประชุมสภา อาจให้เฉพาะสมาชิกที่ต้องการอภิปรายอยู่ในห้องประชุม ส่วนที่เหลือให้ออกนอกห้องและติดตามการประชุมจากโทรทัศน์วงจรปิดภายในรัฐสภาก่อน เพื่อลดความหนาแน่นภายในห้องประชุม
  • อาจขอความร่วมมือ ส.ส. และ ส.ว. ให้ลดจำนวนผู้ติดตาม และให้มาเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่จำเป็น
  • ส.ส. ที่กลับจากต่างจังหวัดต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วันหรือไม่ ขอรอดูคำสั่งจากรัฐบาลก่อนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง