ทนายตั้ม ขึ้น 'ภูเหล็กไฟ' ย้ำ เด็กขึ้นเองไม่ได้ ลุงพลเสียงสั่น เผยภาพหลานยังติดตา

ทนายตั้ม ขึ้น 'ภูเหล็กไฟ' ย้ำ เด็กขึ้นเองไม่ได้ ลุงพลเสียงสั่น เผยภาพหลานยังติดตา
มติชน
6 กุมภาพันธ์ 2564 ( 15:14 )
87
ทนายตั้ม ขึ้น 'ภูเหล็กไฟ' ย้ำ เด็กขึ้นเองไม่ได้ ลุงพลเสียงสั่น เผยภาพหลานยังติดตา

ทนายตั้ม ขึ้น ‘ภูเหล็กไฟ’ ย้ำ เด็กขึ้นเองไม่ได้ ขอเก็บหลักฐานต่อ ลุงพลเสียงสั่น เผยภาพหลานยังติดตา คิดถึง แต่พูดไม่ออก

 

เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่สวนป่ายางพาราหลังบ้านน้องชมพู่ บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ และทนายรัชพล ศิริ สาคร พร้อมด้วยนายไชย์พล วิภา หรือลุงของน้องชมพู่ และเหล่ายูทูบเบอร์จำนวนมาก เดินเท้าขึ้น ภูเหล็กไฟ ซึ่งเป็นจุดพบศพของน้องชมพู่

 

โดยเลือกใช้เส้นทางบริเวณสวนป่ายางหลังบ้านของน้องชมพู่ ลัดเลาะขึ้นไป ซึ่งจุดนี้ลักษณะเป็นทางดิ่ง ระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร และเป็นทางที่เดินง่ายที่สุด ประกอบกับสื่อมวลชน และตำรวจก็ได้ใช้เส้นทางนี้ในการตรวจสอบ รวมถึงหาพยานหลักฐานมาตลอดระยะเวลากว่า 8 เดือนที่ผ่านมา

 

สำหรับการเดินขึ้นไปยังจุดพบศพครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทนายตั้ม จะพิจารณาว่าจะรับทำคดีช่วยลุงพลหรือไม่ เพราะยังมีความสงสัยเรื่องปมการเสียชีวิตอยู่ ว่าน้องชมพู่จะเดินไปเสียชีวิตยังจุดที่พบศพได้จริงหรือไม่ ส่วนในระหว่างการเดินขึ้นเขานั้น ลุงพลก็ได้ร้องเพลง “ความจริงในใจ” ซึ่งเป็นเพลงของลุงพลให้สื่อมวลชนฟังอยู่ตลอดด้วยท่าทางที่ยิ้มและสดใสอยู่ตลอดเวลา

 

โดยจุดแรกที่ทางทีมงานทนายไปสำรวจ คือ จุดที่พบรถแบคโฮ และโขดหินที่พบกางเกงของน้องชมพู่ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร และห่างจากจุดพบศพประมาณ 500-600 เมตร จุดนี้ในส่วนของรถแบคโฮย่าของน้องอชิ ก็ได้ตอบข้อซักถามกับทนายตั้มด้วยว่า รถแบคโฮที่พบในจุดนี้มีลักษณะคล้ายกับรถแบคโฮของน้องอชิ เนื่องจากก่อนน้องชมพู่หายตัวไป ก็ได้มาเล่นรถแบคโฮอยู่กับน้องอชิในวันที่ 10 พฤษภาคม 2563 ก่อนที่หลังจากนั้นรถแบคโฮก็หายไป

 

เหลือแต่เพียงรถดั้ม ซึ่งย่าของน้องอชิคาดว่าน้องชมพู่น่าจะถือรถแบคโฮกลับไปเล่นที่บ้านด้วย จากนั้นเมื่อมาถึงจุดพบศพน้องชมพู่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้อธิบายให้ทนายตั้มฟัง ศพของน้องอยู่ในลักษณะเอียงนอนอยู่ตรงกลางระหว่างร่องหิน จากนั้นก็ได้มายังจุดพบศพของน้องชมพู่ โดยใช้เวลาในเดินทางทั้งหมดราว 1 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งตลอดการเดินขึ้นมานั้นทนายตั้มและทีมงาน เดินขึ้นสลับหยุดพัก และปาดเหงื่ออยู่หลายครั้ง

 

เมื่อมาถึงจุดเสียชีวิตของน้องชมพู่นายษิทรา เปิดเผยว่า ตั้งแต่ทนายความทำคดีมา 10 กว่าปี ครั้งนี้เหนื่อยที่สุดเพราะต้องเดินขึ้นภูเขาที่สูงชัน ในตอนแรกใครหลายคน รวมทั้งลุงพลได้บอกตนว่าเด็กไม่สามารถขึ้นได้ เพราะทางขึ้นมันลำบาก และมีทางชั้น แต่ตนฐานะที่เป็นทนายก็อยากจะเห็นด้วยตาตนเอง ว่าเด็กสามารถขึ้นได้หรือไม่ ตนไม่อยากจะคิดไปเอง แล้วเชื่อตามลูกความบอก เมื่อวันนี้ได้มาดูแล้ว ทางที่เจ้าหน้าที่พาขึ้นมาน้องชมพู่ไม่สามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างแน่นอน

 

ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้บอกตนว่าทางขึ้นมามีทั้งหมด 4 เส้นทาง แต่ทุกเส้นทางก็ต้องมาเจอผาที่มีความสูงชั้นก่อนที่จะขึ้นไปพบศพน้องชมพู่ นั้นต้องมีคนพาน้องขึ้นมา เพราะทั้งสภาพโขดหินและเส้นทางลาดชัน จึงยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าน้องชมพู่มาเองไม่ได้ และการเสียชีวิต ของน้องชมพู่มีเงื่อนงำ ส่วนตัวยังคงยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่ได้รับเป็นทนายความในคดีนี้ แต่หากอนาคตรับทำ ก็ต้องเตรียมหลักฐานในมากกว่านี้เพื่อจะสู้คดี และต้องขึ้นภูเหล็กไฟเพื่อเก็บหลักฐานอีกรอบแน่นอน

 

“ชัดเจนแล้วแหละว่าน้องไม่สามารถขึ้นไปเองได้ ส่วนทนายรัชพล วิเคราะห์ว่าน้องชมพู่ยังไม่เสียชีวิต ขณะขึ้นมาถึงจุดพบรถแบคโคดังกล่าว แต่ตนมองว่าต้องมีการตรวจดีเอ็นเอจากทางเจ้าหน้าที่ หากเป็นคันเดียวดัน ก็มีโอกาสเป็นไปได้ จากการลงพื้นตนเก็บข้อมูลไปแล้ว 40 เบอร์เเซ็น ที่เหลือคือพยานที่ใกล้ชินกับน้องชมพู่ โดยเฉพาะในระหว่างที่น้องชมพู่หายไป มีใครพบเห็นอะไรบ้าง ซึ่งตนยังไม่อยากตัดสินใจว่าใครผิด ในส่วนนี้ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ จากการลงพื้นที่บ้านกกกอก

 

ช่วง 2 วันที่ผ่านมายอมรับว่ายังมีข้อสงสัยหลายอย่าง ขอให้ตนได้ตามหาความจริงคนที่น่าจะอยู่ในช่วงเวลาน้องหาย ตนก็ไม่ทราบว่าเขาให้การไปหรือยัง และให้การอย่างไร มีพิรุธตรงไหนหรือไม่ เพื่ออาจจะขอให้ตำรวจสอบปากคำเพิ่มเติม ส่วนการพูดคุยกับแม่น้องชมพู่นั้น ตนอยากจะรู้ไทม์ไลน์ของแม่น้อง ซึ่งตนก็ทราบว่าแม่น้องชมพู่เคยให้การกับตำรวจไปแล้ว ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าแม่น้องชมพู่จะรังเกียจมั้ย ที่จะคุยกับตน “ ทนายตั้มกล่าวปิดท้าย

 

 

“ถึงตรงนี้ยังไม่ยืนยันที่จะรับเป็นทนายให้กับลุงพล เพราะยังต้องและพูดคุยกับพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ที่ยังเหลืออีกเสียก่อน แต่ถ้ารับเป็นทนายในคดีแล้วก็คงต้องพาทีมงานขึ้นมาบนภูเหล็กไฟเพื่อหาหลักฐานและถ่ายภาพอีก และอยากจะมีโอกาสได้คุยกับแม่น้องชมพู่ถ้าเป็นวันนี้ก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ได้ยิ่งดี หรือถ้านัดได้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้จะเดินทางกลับมาที่บ้านกกกอกอีกครั้ง” ทนายตั้มกล่าว

 

ด้านนายไชย์พล เปิดเผยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ และน้ำตาซึม เมื่อมาถึงจุดพบศพของน้องชมพู่ ว่า ดีใจที่วันนี้ทนายตั้มขึ้นมายังจุดพบศพพิสูจน์ด้วยตัวเอง ภาพวันที่พบศพของหลานยังติดตา เพราะตนถือเป็นญาติคนแรกที่มาพบศพ ตอนนี้ตนก็ยังคิดถึงหลาน และสะเทือนใจ พูดอะไรไม่ออก รวมถึงไม่ขอตอบอะไร

 

จากนั้นทนายตั้มและลุงพล ก็เดินลงภูเหล็กไฟในเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่ง เพื่อสำรวจในหลายๆเส้นทาง เพื่อประเมินในการพิจารณารับทำคดี ซึ่งอยากคุยกับพยานสำคัญอีกคนหนึ่ง คือ “แม่ของน้องชมพู่” หากได้คุยกับแม่น้องชมพู่แล้วจะให้คำตอบได้ว่า จะรับทำคดีให้กับลุงพลหรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง