จับตาสหรัฐ-อิหร่าน เปิดสงคราม ดันทองคำพุ่ง!

ราคาทองคำ Spot Gold กลับมาร้อนแรงอีกครั้งปรับขึ้น 0.8% สู่ระดับ 5,230.56 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยพุ่งเข้าใกล้จุดสูงสุดในรอบ 1 เดือนในวันที่ 27 ก.พ. 69 ตามเวลาสหรัฐ หรือเมื่อคืนตามเวลาไทย และมีแนวโน้มปิดบวกเดือนที่ 7 ติดต่อกัน ได้แรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านขยายเวลาการเจรจานิวเคลียร์
ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อ่อนตัวลงช่วยหนุนทองคำให้ดึงดูดใจมากขึ้น ส่วนสัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐฯ (US Gold Futures) ส่งมอบเดือนเมษายนปิดบวก 1% ที่ 5,247.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ส่วนแนวโน้มทิศทางทองคำในเดือนมี.ค. ยังไปต่อมากน้อยแค่ไหนนั้น TNN Online พาไปไขคำตอบจากกูรู กันค่ะ
เริ่มจาก “อารีรัตน์ มุราชัย" หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่า ราคาทองมีโอกาสไปต่อ ตลาดกังวลความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากก่อนหน้านี้มีการเจรจาระหว่างกันแต่ยังไม่มีความคืบหน้า 3 รอบ และทูตหลายประเทศเตือนประชาชนออกจากอิสราเอล และอิหร่านกลัวว่าจะมีการปะทะกันเกิดขึ้น ด้านสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเยรูซาเล็มอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีฉุกเฉินและครอบครัวเดินทางออกจากอิสราเอล โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย
ขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐแจ้งว่าในอีก 10-15 วัน จะรู้ว่าโจมตีอิหร่านมั้ย โดยพูดเมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมาซึ่งครบกำหนดในสัปดาห์ ดังนั้นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ส่วนทิศทางดอกเบี้ยของเฟดจากเดิมเน้นไปในแนวทางลดดอกเบี้ย หรือตรึงดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันเปิดทางขึ้นดอกเบี้ยถ้าเงินเฟ้อยังไม่สู่เป้าหมายที่ 2% และต้องรอดูข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ทั้งการจ้างงานและว่างงานว่ามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน
ทั้งนี้จับตาผู้ว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด คนใหม่แทนนายเจอโรม พาวเวลล์ ที่ครบวาระในเดือนพ.ค.นี้ ดังนั้นช่วงนี้เชื่อว่าเฟดยังไม่มีการส่งสัญญาณนโยบายการเงินอะไรมาเพิ่มเติม ส่วนการขึ้นภาษีของทรัมป์กับทั่วโลกเบื้องต้นบังคับใช้ 10% และต้องดูว่าจะเก็บอัตรา 15% เมื่อไหร่ หลังจากมีการขู่ขึ้นภาษีเพิ่ม และถ้าสหรัฐฯ ใช้ 301 เข้ามาอีกจะมีส่วนช่วยพยุงราคาทองไว้
คาดว่า Gold Spot แตะที่ระดับ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถ้าเกิดสงครามปะทะกันจริงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ต้องดูสถานการณ์ด้วยว่าเหตุการณ์บานปลายหรือไม่ ถ้าบานปลายราคาอาจยืนเหนือราคาดังกล่าว และจะเห็นทองคำ All Time High ใหม่ ราคาทองแท่งอาจจะไปแตะที่ 79,000-80,000 บาท ขึ้นกับค่าเงินบาทในช่วงนั้นว่าอ่อนหรือแข็งค่ามากน้อยแค่ไหน
แต่ถ้าราคาไม่ผ่าน 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาร่วงหลุดลงมาที่ 5,000-5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทองแท่งจะอยู่ที่ 71,000-72,000 บาท ซึ่งคนที่มีทองอยู่แล้วแนะทอยขายทำกำไรออกไปก่อน และไม่ควรไล่ซื้อราคา
ฝั่ง "ธนรัชต์ พสวงศ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เล่าให้พังว่า ราคาทองคำปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ ทำให้เกิด 3 ความไม่แน่นอนหนุนแรงซื้อทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย คือ 1.ความไม่แน่นอนของภาษีนำเข้าทรัมป์ 2.ความไม่แน่นอนของดีลการค้า 3.ความไม่แน่นอนของการคืนเงินภาษี IEEPA ที่น่าสังเกตคือกองทุนอีทีเอฟทองคำ SPDR กลับมาซื้อทองคำหลังคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ 3 วันติดต่อกันสูง 18.87 ตัน
ความไม่แน่นอนของภาษีนำเข้าทรัมป์
ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติด้วยคะแนนเสียง 6-3 ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์โดยมีคำวินิจฉัยว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการกำหนดมาตรการภาษีโดยอาศัยกฎหมาย IEEPA
เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัย ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% ก่อนที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีเป็น 15% ในวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ ทรัมป์อาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งมอบอำนาจด้านภาษีแก่ประธานาธิบดีเพื่อจัดการกับปัญหาการขาดดุลการค้า ทั้งนี้ในทางปฎิบัติจริงสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ ยังไม่ใช่อัตรา 15% อย่างที่ทรัมป์ประกาศแข็งกร้าว แต่เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) กล่าวว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าบางประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 15% หรือสูงกว่านั้น โดยไม่ได้ระบุว่าประเทศคู่ค้ารายใดจะถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม
ประธานาธิบดียังมีแหล่งอำนาจทางกฎหมายอื่น ๆ ที่สามารถใช้ในการกำหนดภาษีนำเข้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสเพิ่มเติม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก คือ อำนาจที่ต้องให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางทำการสอบสวนก่อน แต่แทบไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระดับภาษีที่สามารถกำหนดได้ในท้ายที่สุด ได้แก่ มาตรา 201 ว่าด้วยการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ มาตรา 232 ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และมาตรา 301 ว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
กลุ่มที่ 2 คือ มาตรา 122 ซึ่งให้อำนาจชั่วคราวในการกำหนดภาษีโดยไม่ต้องมีการสอบสวน แต่มีข้อจำกัดคือ อัตราภาษีต้องไม่เกิน 15% และใช้ได้เพียง 150 วันเท่านั้น และหากต้องการขยายต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส
นอกจากนี้ยังมีมาตรา 338 ของกฎหมาย Tariff Act ปี 1930 (หรือที่เรียกว่า Smoot-Hawley) ซึ่งจะอนุญาตให้ประธานาธิบดีสามารถกำหนดภาษีได้สูงถึง 50% โดยไม่ต้องมีการสอบสวนและไม่มีข้อจำกัดด้านระยะเวลา
ดังนั้นยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องอัตราภาษีนำเข้า แม้ว่าทรัมป์ท่าทียอมถอย TACO แข็งกร้าวลดน้อยลง ตอนนี้ทรัมป์ใช้มาตรา 122 แต่มีข้อจำกัดคือ อัตราภาษีต้องไม่เกิน 15% และใช้ได้เพียง 150 วันเท่านั้น หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร ทรัมป์จะเลือกใช้มาตราอื่นๆ อีกหรือไม่ ฮั่วเซ่งเฮงคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้สูงว่าทรัมป์อาจเลือกใช้มาตรา 301 เก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงกับบางประเทศ ซึ่งในปี 2018 เป็นจุดเริ่มต้นสงครามการค้าโลก ทรัมป์ใช้มาตรา 301 เพื่อเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เริ่มต้นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่วนกรณีสุดโต่งคาดว่ามีความเป็นไปได้น้อย แต่ถ้าทรัมป์เลือกใช้มาตรา 338 หรือ Smoot-Hawley ถือว่าเป็นการทำสงครามการค้าที่รุนแรงมาก
ความไม่แน่นอนของดีลการค้า
คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ และการตอบโต้ของทรัมป์ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนของการค้าโลกและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่ หลังจากปีที่แล้วการประกาศขึ้นภาษีของทรัมป์ ทำให้ตลาดการเงินปั่นป่วนและเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน ล่าสุดสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% เพื่อให้สงครามการค้ายังดำเนินต่อไปได้ แต่ประเทศคู่ค้าที่ได้มีการเจรจาบรรลุดีลการค้าไปแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าต้องมีการเจรจากันใหม่หรือไม่ ในเมื่อมี 9 ประเทศที่ได้ประโยชน์จากภาษีนำเข้าลดลง ได้แก่ จีน บราซิล อินเดีย เวียดนาม ไทย ไต้หวัน มาเลเซีย เม็กซิโก แคนาดา ถึงแม้ว่าตอนนี้ทรัมป์ยอมถอยจากอัตราภาษีนำเข้า 15% เหลือ 10% แต่มีแผนที่จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าเป็น 15% หรือสูงกว่ากับบางประเทศ ประเมินว่าคำตัดสินของศาลฎีกาครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ประเทศคู่ค้ามีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการเจรจาข้อตกลงใหม่
ความไม่แน่นอนของการคืนเงินภาษี IEEPA
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ อาจต้องคืนรายได้จากภาษี IEEPA มูลค่ามหาศาลกว่า 1.75 แสนล้านดอลลาร์ให้กับผู้นำเข้า อ้างอิงการประเมินของ Penn-Wharton Budget Model แต่ศาลฎีกาสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุวิธีคืนเงินที่ชัดเจน โดยผู้พิพากษา Brett Kavanaugh ให้ความเห็นแย้งว่า การคืนเงินจะมีผลกระทบในทางปฏิบัติอย่างมาก และยอมรับว่ากระบวนการนี้น่าจะยุ่งเหยิง ขณะนี้คดีถูกส่งกลับไปยังศาลการค้าระหว่างประเทศเพื่อกำหนดรายละเอียดการคืนเงิน
การคืนเงินภาษี IEEPA คาดจะใช้เวลานาน และผู้นำเข้าต้องดำเนินการทางกฎหมายเองเพื่อให้ได้เงินคืน ขณะนี้มีผู้นำเข้ายื่นฟ้องแล้วมากกว่า 1,000 คดี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก โดยศาลมีอำนาจสั่งให้รัฐบาลคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ระบุว่าจะไม่คัดค้าน ผู้นำเข้าแต่ละรายอาจต้องยื่นฟ้องเองภายใน 2 ปี เพื่อเรียกร้องเงินคืน และอาจไม่สามารถใช้คดีแบบกลุ่มได้ กระบวนการนี้อาจกระทบธุรกิจขนาดเล็กมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากมีต้นทุนทางกฎหมายสูง
เป้าหมายราคาทองคำ $5,585 ทองไทย 81,350 บาท
ราคาทองคำทางด้านเทคนิคในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ในช่วงของการปรับฐาน และมีการเคลื่อนไหวในรูปแบบสามเหลี่ยมขาขึ้น (Ascending Triangle) จุดต่ำสุดยกสูงขึ้น แต่จุดสูงสุดหรือแนวต้านเป็นเส้นแนวนอนอยู่ที่ 5,090-5,100 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวต้านที่ขึ้นไปทดสอบหลายครั้งไม่สามารถผ่านขึ้นได้ ในที่สุดวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ราคาทองสามารถทะลุแนวต้าน 5,090-5,100 ดอลลาร์ได้ ทำให้คาดว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นได้ราว 495 ดอลลาร์ เป้าหมายราคาทองคำอยู่ที่ 5,585 ดอลลาร์ ราคาทองไทย 81,350 บาท ขณะที่นอกจากประเด็นความไม่แน่นอนภาษีทรัมป์ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว บทสรุปการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรํฐฯ - อิหร่าน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามเช่นกัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
