ท่องเที่ยวปรับทิศเน้นต่างชาติอยํู่ยาวเงินกระจายทุกพื้นที่

รัฐบาลเดินหน้าปรับทิศทางการท่องเที่ยวไทยครั้งใหญ่ โดยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางถึงประเทศไทย โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งถือเป็นด่านหน้าสำคัญและเป็นภาพแรกที่นักท่องเที่ยวสัมผัสประเทศไทย ซึ่งในช่วงไฮซีซีนจะเห็นภาพนักท่องเที่ยวเข้าคิวยาวรอผ่านตม.หรือเช็คอิน ซึ่งใกล้เข้าสู่ช่วงปลายปีตอ่เนื่องต้นปีหน้าทำให้รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะ้ข้ามาแต่เนิ่นๆ
เมื่อเร็วๆนี้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่สุวรรณภูมิ เพื่อดูปัญหาจริงและเร่งหาแนวทางแก้ไข โดยมองว่าหากนักท่องเที่ยวต้องใช้เวลารอนาน หรือเจอกระบวนการที่ไม่สะดวก ย่อมกระทบทั้งความประทับใจ ความเชื่อมั่น และรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศ
รัฐบาลจึงไม่ได้มองเฉพาะปัญหาคิวตรวจคนเข้าเมือง แต่ต้องแก้ตั้งแต่การผ่าน ตม. การรับกระเป๋า การเดินทางออกจากสนามบิน รวมถึงพื้นที่พักคอย โดยแบ่งแนวทางเป็นทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยในระยะสั้น จะเร่งลดเวลารอคิว ตม. จัดกำลังเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับช่วงที่เที่ยวบินหนาแน่น เพิ่มพื้นที่พักคอย และขยายการใช้ระบบ Auto Gate ให้ครอบคลุมชาวต่างชาติมากขึ้น
ส่วนระยะกลาง เตรียมศึกษาการใช้ Satellite Terminal หรือ SAS-1 เป็นจุดตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติม พร้อมเชื่อมต่อผู้โดยสารที่ผ่าน ตม. แล้วไปยังจุดรับกระเป๋า เพื่อลดความแออัดในอาคารหลัก และในระยะยาว จะเร่งผลักดันโครงการ East Terminal เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสนามบิน รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ขณะที่ ทอท. เตรียมปรับพื้นที่สำหรับผู้โดยสารที่มาเช็กอินก่อนเวลา รวมถึงพัฒนาบางพื้นที่เป็นพื้นที่กิจกรรมและพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อกระจายผู้โดยสารและลดความแออัดภายในอาคาร
อีกประเด็นสำคัญคือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเตรียมขยาย Auto Gate ขาเข้าสำหรับชาวต่างชาติเป็น 33 สัญชาติ จากเดิมที่รองรับบุคคลสัญชาติไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยพิจารณาจากข้อมูล Henley Passport Index สถิติการปฏิเสธเข้าเมือง และระดับความเสี่ยงด้านความมั่นคง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ทันช่วงไฮซีซันปีนี้
ปัจจุบันช่วงโลว์ซีซัน สุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารขาเข้าเฉลี่ย 70,000-75,000 คนต่อวัน ขณะที่ช่วงพีกระหว่าง 14.00-17.00 น. มีผู้โดยสารเข้าสู่กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองสูงถึง 5,000-6,000 คนต่อชั่วโมงและเมื่อเข้าสู่ไฮซีซัน จำนวนผู้โดยสารอาจเพิ่มขึ้นเป็น 85,000-100,000 คนต่อวัน
ดังนั้นโจทย์ของรัฐบาลไม่ใช่แค่ทำอย่างไรให้สนามบินรองรับคนได้มากขึ้น แต่ต้องทำให้นักท่องเที่ยว “เข้าประเทศได้เร็วขึ้น สะดวกขึ้น และประทับใจตั้งแต่ก้าวแรก”เพราะการท่องเที่ยวไทยจะสร้างรายได้อย่างมั่นคง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เดินทางเข้าประเทศเท่านั้น แต่ประสบการณ์ตั้งแต่สนามบิน ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะกำหนดว่า นักท่องเที่ยวจะจดจำประเทศไทยอย่างไร
นอกจากการเร่งแก้ปัญหาความแออัดที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว รัฐบาลยังเตรียมปรับทิศทางการท่องเที่ยวไทยครั้งใหม่ เน้นจากเดิมที่วัดความสำเร็จด้วย “จำนวนนักท่องเที่ยว” ไปสู่การสร้างรายได้ที่มีคุณภาพและกระจายถึงคนไทยในชุมชนมากขึ้น โดยปีนี้ตั้งเป้าสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่าปีที่แล้วที่ 1.53 ล้านล้านบาท
นางศุภจี ยยอมรับว่าปีนี้ภาคการท่องเที่ยวต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งสถานการณ์พลังงานและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งกระทบต่อการเดินทางและต้นทุนของภาคธุรกิจโดยตรง รัฐบาลจึงเตรียมใช้กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. เป็นตัวกลางเชื่อมการทำงานระหว่างภาครัฐกับผู้ประกอบการ โดยนำปัญหาจากหน้างานมาปรับแก้ ตั้งแต่เรื่องความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก มาตรฐานการให้บริการ ไปจนถึงการพัฒนาสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เป้าหมายสำคัญ คือไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องทำให้นักท่องเที่ยว “อยู่นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น” และทำให้รายได้กระจายไปถึงผู้ประกอบการ ชุมชน เกษตรกร และธุรกิจ SMEs มากขึ้น
ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ หรือ ท.ท.ช. ได้วางกรอบทิศทางการท่องเที่ยวไทยระยะต่อไป โดยมุ่งยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมให้สมดุลและยั่งยืน อีกหนึ่งเรื่องที่ถูกหยิบขึ้นมาทบทวน คือการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ค่าเหยียบแผ่นดิน”
ล่าสุดนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุม ท.ท.ช. เห็นชอบวิธีการและอัตราการจัดเก็บในเบื้องต้น เพื่อเตรียมนำไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเป็นเวลา 30 วัน โดยอัตราที่เสนอเบื้องต้นอยู่ที่ 450 บาทต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยอาจเปิดให้ชำระได้หลายช่องทาง ทั้งผ่านตั๋วเครื่องบิน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ตู้คีออส หรือรวมไปกับค่าที่พักโรงแรม
รัฐบาลระบุว่า รายได้ส่วนนี้จะนำเข้าสู่กองทุนเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว ใช้สำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับความปลอดภัย เพราะงบประมาณภาครัฐมีจำกัด ขณะที่ไทยจำเป็นต้องลงทุนพัฒนาระบบรองรับนักท่องเที่ยว หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม 450 บาท ยังเป็นเพียงอัตราที่เสนอเบื้องต้น ยังไม่มีการจัดเก็บในทันที โดยต้องผ่านขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น ก่อนนำผลกลับเข้าสู่ ท.ท.ช. และเสนอคณะรัฐมนตรี จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายและประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดนในเบื้องต้นคาดว่า หากทุกขั้นตอนเป็นไปตามแผน จะสามารถเริ่มจัดเก็บได้เร็วที่สุดช่วงต้นปี 2027
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
