รีเซต

ท่อส่งน้ำมันซาอุดีอาระเบีย สำคัญต่อตลาดพลังงานโลกอย่างไร ? หลังถูกโจมตี น้ำมันขึ้นทั่วโลก

ท่อส่งน้ำมันซาอุดีอาระเบีย สำคัญต่อตลาดพลังงานโลกอย่างไร ? หลังถูกโจมตี น้ำมันขึ้นทั่วโลก
TNN ช่อง16
14 กันยายน 2569 ( 13:02 )

น้ำมันอาจจะแพงขึ้นไปอีก หลังสงครามในตะวันออกกลางไม่จบลงง่ายๆ และมีการโจมตีเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญในซาอุดีอาระเบีย จนสะเทือนราคาน้ำมันไปทั่วโลก 

ท่อส่งน้ำมันนี้สำคัญต่อโลกอย่างไร การโจมตีจะส่งบผลต่อพลังงานโลก และไทยหนักแค่ไหน ?  


ท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตก เส้นทางหลักเลี่ยงการพึ่งพาฮอร์มุซ

ท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตก หรือที่รู้จักกันในชื่อ เปโตรไลน์ (Petroline) เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร (745 ไมล์) ตัดผ่านทะเลทรายและคาบสมุทรอาหรับ ดำเนินงานโดยบริษัท ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) โดยเริ่มต้นจากศูนย์กลางการผลิตและแปรรูปน้ำมันดิบอับเคก (Abqaiq) ในจังหวัดตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันหลักริมอ่าวเปอร์เซีย 

วัตถุประสงค์หลักเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของท่อส่งน้ำมันสายนี้คือการสร้าง "สะพานบก" (overland bridge) เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพา ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นน่านน้ำคอขวดทางทะเลที่แคบและสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และชาติตะวันตก 

ตลอดช่วง 6 เดือนของสงคราม ท่อส่งน้ำมันสายนี้จึงทำหน้าที่เป็นทางรอดหลักเพียงทางเดียวของซาอุดีอาระเบียในการระบายน้ำมันดิบออกสู่ตลาดโลกทางฝั่งตะวันตก โดยท่อนี้สามารถรองรับการปั๊มน้ำมันดิบได้สูงถึง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งจากข้อมูลการติดตามเรือบรรทุกน้ำมันดิบของ Vortexa และ Kpler ในช่วงต้นเดือนกันยายน พบว่ามีการโหลดน้ำมันดิบและคอนเดนเสทจริง ณ เมืองท่ายานบูอยู่ที่ประมาณ 2.9 ถึง 3.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 4% ของอุปทานน้ำมันดิบทั้งหมดในตลาดโลก

นายอามิน นาสเซอร์ (Amin Nasser) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซาอุดี อารัมโก เคยเน้นย้ำถึงความสำคัญของท่อส่งน้ำมันสายนี้ว่า มีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ตลาดน้ำมันดิบโลก ยิ่งกว่าการปล่อยน้ำมันดิบสำรองทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรรวมกันเสียอีก

แต่สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานีสูบน้ำ และท่อส่งน้ำมันกลับถูกโจมตีด้วยโดรน จากฝั่งอิรัก ทำให้เกิดเพลิงไหม้ และโครงสร้างพื้นฐานเสียหายอย่างหนัก ทำให้กระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบียประกาศสั่งระงับการเดินเครื่องปั๊มน้ำมันตลอดสายท่อส่ง

ผลกระทบที่สะเทือนทั่วโลก

การสั่งหยุดทำงานของท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่ต่อระบบการขนส่งน้ำมันดิบและการส่งออกของซาอุดีอาระเบีย โดยรัฐบาลซาอุดีอาระเบียและซาอุดี อารัมโก ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดระยะเวลาในการซ่อมแซมอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมพลังงานและผู้ค้าจากการรายงานของรอยเตอร์สระบุประเมินว่า การซ่อมแซมส่วนที่เสียหายหนักอาจต้องใช้เวลานานถึง 5 ถึง 6 สัปดาห์ แม้จะมีบางวิเคราะห์มองว่าอาจซ่อมแซมบางส่วนและกลับมาเปิดเดินเครื่องบางส่วนได้เร็วกว่านั้นก็ตาม

การชะงักงันของท่อส่งน้ำมันส่งผลให้เมืองท่าส่งออกยานบู (Yanbu) บนฝั่งทะเลแดง ต้องพึ่งพาเพียงน้ำมันดิบสำรองที่เก็บไว้ในถังจัดเก็บเท่านั้น ซึ่งคลังจัดเก็บน้ำมันที่เมืองท่ายานบูมีความจุรวมประมาณ 35 ล้านบาร์เรล

แต่เนื่องจากคลังไม่ได้บรรจุน้ำมันไว้เต็มความจุ แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมน้ำมัน 3 รายระบุตรงกันว่า ยานบูมีน้ำมันสำรองเหลือพอที่จะรองรับการส่งออกได้เพียง 5 ถึง 7 วันเท่านั้น หากท่อส่งน้ำมันไม่สามารถกลับมาเปิดใช้งานได้

แม้ซาอุดีอาระเบียจะมีคลังสำรองน้ำมันเพิ่มเติม ณ เมืองท่าอิน สุคนา (Ain Sukhna - ความจุ 18 ล้านบาร์เรล) บนฝั่งทะเลแดง และซิดี เคเรียร์ (Sidi Kerir - ความจุ 20 ล้านบาร์เรล) บนฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนในประเทศอียิปต์ แต่แหล่งข่าวเตือนว่าน้ำมันสำรองในอียิปต์จะหมดลงเช่นกันหากไม่ได้รับน้ำมันเติมจากท่อส่งน้ำมันดิบ

รายงานจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ปริมาณการจัดส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในเดือนสิงหาคมก่อนเกิดเหตุ ได้ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษแล้ว เนื่องจากการชะงักงันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยซาอุดีอาระเบียแจ้งต่อกลุ่ม OPEC ว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของตนลดลงเหลือเพียง 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม จากระดับ 10.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ การปิดท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตกจึงซ้ำเติมให้อุปทานน้ำมันดิบหายไปจากตลาดโลกทันทีถึง 4% ขณะที่ IEA ประเมินว่าอุปทานน้ำมันดิบโลกในปีนี้จะลดลงรวมถึง 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือลดลงราว 6%

ข่าวการปิดท่อส่งน้ำมันยุทธศาสตร์ได้จุดชนวนให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นทันที ทะลุ 100 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ราคาน้ำมันกลั่นสำเร็จรูป โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นทำสถิติเป็นประวัติการณ์เกินกว่า 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งจะกระทบต่อเงินเฟ้อ 

ริชาร์ด บรอนซ์ (Richard Bronze) นักวิเคราะห์จาก Energy Aspects ให้ความเห็นผ่านสื่อ BBC ว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ การเบี่ยงเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันอ้อมแหลมกู๊ดโฮปในทวีปแอฟริกาและผ่านคลองสุเอซ ได้เพิ่มเวลาการเดินทางยาวนานขึ้นอีกถึง 30 วัน และทำให้ต้นทุนค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นอย่างมากอยู่แล้ว เมื่อบัฟเฟอร์หรือปัจจัยรองรับความเสี่ยงในตลาดน้ำมันหมดลง หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสสูงที่จะกลับไปแตะระดับสูงสุดที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจพุ่งสูงกว่านั้น

สำหรับไทยเอง ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติตรึงราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดภายในประเทศไว้ เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา และจะรักษาเสถียรภาพราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมกันใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ซึ่งราคาหน้าปั๊มยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันเบนซินและดีเซลพรีเมียม 

ซึ่งทิศทางราคาในระยะต่อไปยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากความขัดแย้งยืดเยื้อและกระทบห่วงโซ่อุปทานการขนส่งอย่างต่อเนื่องก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนและราคาขายปลีกในประเทศ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง