น้ำเปลี่ยนสีไม่ใช่เรื่องเล็ก! เจาะลึกปรากฏการณ์ “แพลงก์ตอนบลูม” กระทบระบบนิเวศ

แพลงก์ตอนบลูม ภัยเงียบระบบนิเวศ
ผืนน้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียว น้ำตาล หรือสีผิดแปลกไปจากเดิมในเวลาไม่นาน ภาพที่เห็นบนผิวน้ำอาจดูเหมือนเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ แต่เบื้องหลังสีที่ปรากฏขึ้นนั้น อาจกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า นี่คือหนึ่งในสิ่งที่เรียกว่า “แพลงก์ตอนบลูม” ปรากฏการณ์ที่แพลงก์ตอนเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วและหนาแน่น จนเปลี่ยนลักษณะของแหล่งน้ำอย่างเห็นได้ชัด
แพลงก์ตอนบลูม (Plankton Bloom) คืออะไร
จิสด้า เผยว่า แพลงก์ตอนบลูม (Plankton Bloom) ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี หรือ “ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ” เกิดจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนกลุ่มสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจนเกิดการสะสมลอยตัวอยู่บนผิวน้ำ โดยกลุ่มสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็นได้ทั้งพืชและสัตว์ เมื่อมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างหนาแน่นจะส่งผลให้สีผิวน้ำเกิดเปลี่ยนแปลง
ซึ่งสีที่สามารถมองเห็นได้จะแตกต่างตามชนิดและองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม มักพบในช่วงฤดูฝนบริเวณชายฝั่งทะเล
ปัจจัยที่ทำให้เกิดแพลงก์ตอนบลูม
ปัจจัยสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเติบโตของแพลงก์ตอนเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยสำคัญ ได้แก่ อุณหภูมิผิวน้ำที่สูง กระแสน้ำค่อนข้างสงบ และปริมาณสารอาหารในน้ำ เช่น ฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญต่อการเติบโตของแพลงก์ตอน เมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นร่วมกันแพลงก์ตอนบางชนิดจึงเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน อุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเกิดแพลงก์ตอนบลูม อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผิวน้ำทะเลได้รับอิทธิพลจากการรับพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ซึ่งมีผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเพิ่มโอกาสการเกิดแพลงก์ตอนบลูมในบางพื้นที่
ผลกระทบสามารถลุกลามต่อไปเป็นทอด ๆ
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เมื่อเกิดแพลงก์ตอนบลูมแล้วจะส่งผลกระทบอย่างไร อีกทั้งช่วงเวลากลางคืนแพลงก์ตอนบางชนิดอาจเรืองแสงอย่างสวยงาม สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้พบเห็น แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ ผลกระทบและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศใต้ท้องทะเล
เนื่องจากหากเกิดแพลงก์ตอนบลูมในวงกว้าง อาจส่งผลให้เกิดการบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงสู่ใต้ทะเล ส่งผลให้พืชใต้ท้องทะเลได้รับแสงไม่เพียงพอ เกิดภาวะเครียด และไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังสัตว์น้ำที่อาจขาดแคลนแหล่งอาหารในการดำรงชีวิต
อีกทั้ง การเพิ่มของแพลงก์ตอนยังส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง โดยเฉพาะเมื่อแพลงก์ตอนตายและเกิดการย่อยสลาย ซึ่งส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล รวมถึงหากสัตว์ทะเลกินแพลงก์ตอนบางชนิดที่มีพิษเข้าไป อาจได้รับสารพิษสะสมและทำให้ได้ตายได้ทำให้เสียชีวิตได้ รวมถึงอาจจะส่งผลกระทบต่อคนตามลำดับห่วงโซ่อาหารได้
นอกจากนี้ปรากฏการณ์แพลงตอนแพลงก์ตอนบลูมทำให้น้ำทะเลขุ่น มีลักษณะหนืดมากขึ้น รวมถึงเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อด้านสิ่งแวดล้อม ยังอาจมีผลต่อกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชายฝั่งทะเล
เตือนตะกอน 4 แม่น้ำไหลลงอ่าวไทย เสี่ยง “แพลงก์ตอนบลูม”
GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เผย ภาพจากดาวเทียม Sentinel-2B เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เผยให้เห็นกลุ่มมวลน้ำและตะกอนดินสีน้ำตาล ซึ่งถูกพัดพาจาก 4 แม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา และ แม่น้ำบางปะกง ไหลลงสู่อ่าวไทยตอนบน (อ่าวไทยรูปตัว ก) อย่างชัดเจน ภาพนี้ไม่ได้แสดงเพียงทิศทางการไหลของน้ำ แต่กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงภัยเงียบทางนิเวศวิทยาที่กำลังจะตามมา
ตะกอนดินที่ไหลลงสู่ทะเลไม่ได้มีเพียงเศษดินโคลน แต่กักเก็บ "สารอาหาร (Nutrients)" ปริมาณมหาศาลจากบนบก เช่น ปุ๋ยจากการเกษตรและน้ำทิ้งชุมชน เมื่อธาตุอาหารเหล่านี้ถูกชะล้างลงสู่ทะเล จะกลายเป็นปัจจัยเร่งปฏิกิริยาทางวิทยาศาสตร์ที่กระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ แพลงก์ตอนบลูม (Plankton Bloom) หรือน้ำทะเลเปลี่ยนสี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ดังนี้
-วิกฤตออกซิเจนในน้ำ เมื่อแพลงก์ตอนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและตายลง กระบวนการย่อยสลายจะดึงออกซิเจนในน้ำทะเลไปใช้จนหมด นำไปสู่ภาวะน้ำขาดออกซิเจน (Hypoxia) ได้
-การพังทลายของระบบนิเวศชายฝั่ง ระดับออกซิเจนที่ลดต่ำลงอย่างเฉียบพลันจะทำให้สัตว์น้ำหน้าดินขาดอากาศหายใจ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการประมง
ข้อมูลจากดาวเทียมถือเป็นระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนสามารถใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ในการกำหนดจุดเฝ้าระวัง วางแผนลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเพื่อวิเคราะห์คุณภาพน้ำเชิงลึก และแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ทั้งนี้ สำหรับภาคประชาชนแสดงให้เห็นว่า ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นบนบก ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อทะเลและชายฝั่ง การตระหนักรู้ถึงความเชื่อมโยงของระบบนิเวศจะช่วยสร้างความร่วมมือในการจัดการสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างยั่งยืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
