รีเซต

BJC ทางชัดเวียดนามแรง MINI ไซซ์ใหญ่มาถูกทาง

BJC ทางชัดเวียดนามแรง MINI ไซซ์ใหญ่มาถูกทาง
ทันหุ้น
27 สิงหาคม 2569 ( 02:30 )
5

นางฐาปณี  เตชะเจริญวิกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาก โดย GDP ล่าสุดปิดที่ประมาณ 8.19% - 8.2% ส่งผลให้ยอดขายของ MM Mega Market เวียดนาม เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 8.9% ในรูปสกุลเงินดอง หรือคิดเป็นเงินบาท  เติบโตประมาณ 5.9%  ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ยังคงเป็นบวกอย่างแข็งแกร่ง โดยมีอัตรากำไร ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 18.1% หลังการปิดดีลเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน บริษัทมีกำไรบริษัทเข้ามาจำนวน 145 ล้านบาท แต่จากการรับรู้ตามสัดส่วนเวลาทำให้บันทึกเข้ามาเพียง 97 ล้านบาท และหลังหักดอกเบี้ยจ่ายจากการเข้าซื้อกิจการราว 32 ล้านบาท เหลือกำไรสุทธิส่วนเพิ่มกว่า 60 ล้านบาท โดยในไตรมาสที่ 3 นี้ บริษัทจะเริ่มรับรู้กำไรเต็ม 100% แบบเต็มไตรมาส ซึ่งกำไรจะมากกว่าไตรมาส 2 ส่งผลให้ทิศทางกำไรรวมปรับตัวดีขึ้นมากกว่าเดิมอย่างชัดเจน

@ ปักธงสัดส่วนเวียดนาม 50%

บริษัทวางแผนเชิงรุกที่จะผลักดันสัดส่วนธุรกิจในประเทศเวียดนามให้เติบโตขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 50% ของพอร์ตรวมในปี 2583 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 15% โดยมีเป้าหมายขยายสาขาขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 24 สาขา จากปัจจุบันที่มีอยู่ 31 สาขา ให้สำเร็จลุล่วงภายในปี 2573

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนผลักดันธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Big C) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3-5 ปี โดยอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ทั้งตลาดสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เวียดนาม รวมถึงตลาดหุ้นไทย เพื่อระดมทุนรองรับการซื้อและขยายกิจการในอนาคต

ทั้งนี้ MM Mega Market ครองอันดับ 1 ในตลาดค้าส่ง ของเวียดนามอย่างแข็งแกร่ง โดยมีสัดส่วนทางการตลาด อยู่ที่ 18% ในกลุ่มสาขาขนาดใหญ่ และมีกลุ่มลูกค้าโรงแรม ร้านอาหาร การจัดเลี้ยง (HORECA) และโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่คู่แข่งเจาะได้ยาก ในส่วนของค้าปลีก (B2C) บริษัทอยู่ในระดับเบอร์ 2-3 รองจากคู่แข่งที่มีสาขามากกว่า แต่ MM เวียดนาม ได้ทำการปรับเพิ่มพื้นที่เช่า (Rental Space) เพื่อขยายฐานลูกค้าทั่วไปให้มากขึ้น พร้อมทั้งตั้งเป้าขยายเพื่อสร้าง "หับและโหนด" กระจายสินค้าของ MM เวียดนาม เพิ่มเติมอีก 3 ถึง 4 จังหวัดใหม่

@"Big C Mini"ไซซ์ใหญ่มาถูกทาง

สำหรับธุรกิจค้าปลีกในไทยบริษัทใช้กลยุทธ์การขยายร้านค้าขนาดเล็กด้วยโมเดลรูปแบบใหม่ "Mini Big C" ขนาดใหญ่ 300 ตารางเมตร (Super Convenience & Neighborhood) ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยผลตอบรับและยอดขายเป็นไปตามคาดการณ์ ปัจจุบันเปิดให้บริการไปแล้ว 18 สาขา และเตรียมเร่งเครื่องเปิดสาขาดังกล่าวให้ครบตามแผนงาน 120 สาขาภายในสิ้นปีนี้ ก่อนจะเดินหน้าขยายสู่ 200 สาขาต่อไป

"โมเดล 300 ตร.ม. นี้มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนสินค้าให้สอดรับกับความต้องการในแต่ละร้าน (Customize) มีการเพิ่มรายการสินค้า (SKUs) จากเดิม 5,000 รายการ เป็น 8,000 ถึง 10,000 รายการ โดยใช้โมเดลสาขาใหญ่เป็นฮับในการกระจายอาหารสดและของพร้อมทานเข้าสู่สาขาย่อยทุกวัน ภายในร้านแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนคาเฟ่ขนาดเล็ก, โซนสุขภาพและความงาม (HBA) รวมถึงพื้นที่จัดวางยาสามัญมาตรฐานที่ไม่ต้องมีเภสัชกรประจำ ซึ่งถือเป็นโซนสร้างกำไรได้เป็นอย่างดี รวมถึงโซนของเล่น/ขนมเด็ก นอกจากนี้ยังเพิ่มสินค้าสร้างอัตรากำไรด้วยไวน์นำเข้าคุณภาพดีในราคาตั้งแต่ 399 บาท ไปจนถึง 1,990 บาท"

นอกจากนี้ยังมีการการปรับพอร์ตและปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร ควบคู่การรีโนเวตสาขาช่วยเพิ่มยอดขายสาขาเดิม (SSSG) สำหรับการปรับลดธุรกิจค้าปลีกในกัมพูชา ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทบทวนสาขาขนาดใหญ่ 2 สาขา หากมีผู้เสนอซื้อในราคาที่ดีก็จะขายออกไปเพื่อลดผลกระทบต่อผลประกอบการ

@ ขยายกำลังผลิต

ด้านกลยุทธ์การตลาด  บริษัทจะมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วน Private Label มุ่งเน้นการดันแบรนด์สินค้าของตัวเองใน Big C ให้ได้สัดส่วน 30% ภายในปี 2573 จากปัจจุบันอยู่ที่ 17.6%  เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่ให้อัตรากำไร (Margin) ที่สูงกว่า และไม่ต้องเสียค่าพรีเมียมแบรนด์ให้กับซัพพลายเออร์ภายนอก

ขณะเดียวกัน BJC พร้อมขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 30% ในอีก 2 ปีข้างหน้า โดนวางงบประมาณการลงทุนรวมที่ 5,438 ล้านบาท โดยจะทยอยจ่ายลงทุนตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป  โดยจะจัดสรรงบประมาณราว 2,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนขยายกำลังผลิตกลุ่มกระป๋องบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากมีความต้องการตลาดและปริมาณการขาย เติบโตอย่างโดดเด่น ขณะที่กลุ่มแก้วมีความต้องการเข้ามามากจนล้น ทั้งรัเบริษัทยังมีการล็อกราคาต้นทุนวัตถุดิบสำคัญอย่าง "โซดาแอช" ล่วงหน้าไปแล้วเกือบ 70% ยาว อีกทั้งมุ่งเน้นการคุมเข้มค่าใช้จ่าย ปรับโครงสร้างพอร์ตให้มีความกระชับ (Asset-light) และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อควบคุมและรักษาวินัยหนี้สินทางการคลังของกลุ่มบริษัทอย่างเคร่งครัด ซึ่งโรงงานใหม่จะช่วยการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่ดินของ Big C ซึ่งทำให้สามารถส่งสินค้าตรงเข้าคลังสินค้าของ Big C ได้ทันที คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรวมได้ปีละประมาณ 150 ถึง 160 ล้านบาท

@ ยอด SSSG บวก

ด้านนายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานฝั่งค้าปลีกในประเทศไทยผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยเริ่มเห็นยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในประเทศพลิกกลับมาเติบโตเป็น "บวก" ได้สำเร็จในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ช่วงไตรมาส 2 SSSG บิ๊กซีประเทศไทยติดลบไป -3.5% ทำให้บริษัทมีความหวังที่จะเร่งปั๊มยอดเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง