รีเซต

SCC ปีนี้อีบิทดาทะลุ 5.6 หมื่นล. เร่งโครงการ LSP เสร็จกลางปี 70

SCC ปีนี้อีบิทดาทะลุ 5.6 หมื่นล. เร่งโครงการ LSP เสร็จกลางปี 70
ทันหุ้น
27 สิงหาคม 2569 ( 02:20 )
5

นายธรรมศักดิ์   เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า ในปี ปี 2569 ทาง SCC คาดแนวโน้มกระแสเงินสดจากการดำเนินงานตามปกติ ซึ่งไม่รวมรายการพิเศษ (อีบิทดา) จะอยู่ที่มากกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท หลังช่วงครึ่งแรกปีนี้บริษัททำได้แล้วราว 4.29 หมื่นล้าบนาท ประกอบกับมองทิศทางธุรกิจในช่วงที่เหลือปีนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ประกอบกับมีการนำเสนอโปรดักต์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าอย่างต่อเต่อเนื่อง ซึ่งควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงินให้มากขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เร่ง LSP โกยเงินเข้าพอร์ต

ขณะที่โครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในประเทศเวียดนามภายใต้ชื่อ LSP (Long Son Petrochemicals) ในประเทศเวียดนามนั้นบริษัทมีแนวทางจะเร่งการผลิตให้เร็วกว่ากำหนดเดิม ซึ่งควบคู่ไปการเสริมความแกร่งทางด้านก๊าซอีเทนในโครงการ LSP ที่เวียดนาม เพราะภาพรวมในกลุ่มปิโตรเคมีภัณฑ์ที่ทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับบรรยากาศทางเศรษฐกิจในเวียดนามเติบโตค่อนข้างชัดเจน ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามที่วางไว้คาดน่าจะสามารถเดินเครื่องโครงการดังกล่าวได้ในช่วงกลางปี 2570 (เดิมกำหนดช่วงปลายปีหน้า) ทั้งนี้ เดิมบริษัทประมาณการอีบิทด้าของ LSP ไว้ที่ราวปีละ 9 พันล้านบาท หรือคิดเป็นเฉลี่ยเกือบ 1 พันล้านบาทต่อเดือน

สำหรับกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีภัณฑ์ภายใต้ “บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ที่มีความร่วมมือกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC รองรับศึกษาการรวมธุรกิจในกลุ่มโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์นั้นปัจจุบันเรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการดำเนินการและอยู่ในขั้นตอนทุกอย่างยังเป็นไปตามที่วางไว้และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง คาดน่าจะได้ชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ในช่วงไตรมาส 3/2569

ดาด้า ฮอตหนุน

ขณะที่แนวโน้มเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และการปรับโครงสร้างธุรกิจมุ่งสู่นวัตกรรมคาร์บอนต่ำ โดยการลงทุน FDI ที่เข้ามาในไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลดีโดยตรงต่อกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง แม้ยอดขายในภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย (Residential) จะหดตัว แต่ยอดขายในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมกลับเติบโตสวนทางถึง 3-4% ล่าสุดบริษัทได้มีการเสนอโปรดักต์นวัตกรรมในส่วนของเหล็กโครงสร้าง และวัสดุฉนวนกันความร้อนซึ่งเป็นวัสดุจำเป็นใน Data Center ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนทาง SCC อีกทางหนึ่ง

“ไม่เพียงเท่านั้นทาง SCC ยังได้มีการบริหารจัดการโดยลดการใช้ถ่านหิน เนื่องจากราคาถ่านหินเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน จึงปรับมาใช้ไบโอแมส ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนสูงขึ้นไม่มาก สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี กลไกตลาดในปัจจุบันมีการเปลี่ยนไป โดยราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะปรับตัวตามราคาน้ำมันแนฟทาได้รวดเร็วขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ทำให้บริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้เร็วยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีภัณฑ์เพิ่มเติม”

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวเสริมว่า ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น SCC ให้ราคาเป้าหมาย 310  บาท หลัง SCC เดินหน้ากลยุทธ์ 2 แกนควบคู่กัน คือการรับมือความผันผวนระยะสั้นจากวิกฤติ ตะวันออกกลาง และการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันระยะยาว ธุรกิจปิโตรเคมี ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาและเส้นทางขนส่งวัตถุดิบ Naphtha โดย SCC ตอบสนองผ่านการเน้นขายสินค้ามูลค่าสูง หรือ HVA ดูแลลูกค้าในประเทศเป็นลำดับแรก กระจายแหล่งวัตถุดิบออกจาก Hormuz และขายเงินลงทุนมูลค่า 24.9 พันล้านบาท เพื่อลดหนี้และเสริมสภาพคล่อง ส่งผลให้ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งการยกระดับความสามารถในการแข่งขันระยะยาว SCC ให้ความสำคัญกับ โครงการ LSPE Ethane ในเวียดนาม ซึ่งมีความคืบหน้าแล้ว 60% โดยการเปลี่ยน วัตถุดิบจาก Naphtha เป็น Ethane ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 250 MUSD ต่อปี

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง