SCC ปีนี้อีบิทดาทะลุ 5.6 หมื่นล. เร่งโครงการ LSP เสร็จกลางปี 70

#SCC #ทันหุ้น – SCC คาดอีบิทดาปี 2569 ทะลุ 5.6 หมื่นล้านบาท รับเข้มต้นทุน-เสิร์ฟโปรดักต์ใหม่ต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าเร่งเครื่องโครงการ LSP ในเวียดนามให้เร็วขึ้นเป็นเสร็จช่วงกลางปีหน้า หลังปิโตรเคมีสวย-ดีมานด์โต หวังปั๊มเงินเข้าพอร์ตต่อเนื่อง ส่วนดีลร่วมทุนระหว่าง SCGC กับ PTTGC เพื่อต่อยอดธุรกิจยังเป็นไปตามกำหนดเดิมช่วง Q3 นี้
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า ในปี ปี 2569 ทาง SCC คาดแนวโน้มกระแสเงินสดจากการดำเนินงานตามปกติ ซึ่งไม่รวมรายการพิเศษ (อีบิทดา) จะอยู่ที่มากกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท หลังช่วงครึ่งแรกปีนี้บริษัททำได้แล้วราว 4.29 หมื่นล้าบนาท ประกอบกับมองทิศทางธุรกิจในช่วงที่เหลือปีนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ประกอบกับมีการนำเสนอโปรดักต์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าอย่างต่อเต่อเนื่อง ซึ่งควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงินให้มากขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เร่ง LSP โกยเงินเข้าพอร์ต
ขณะที่โครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในประเทศเวียดนามภายใต้ชื่อ LSP (Long Son Petrochemicals) ในประเทศเวียดนามนั้นบริษัทมีแนวทางจะเร่งการผลิตให้เร็วกว่ากำหนดเดิม ซึ่งควบคู่ไปการเสริมความแกร่งทางด้านก๊าซอีเทนในโครงการ LSP ที่เวียดนาม เพราะภาพรวมในกลุ่มปิโตรเคมีภัณฑ์ที่ทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับบรรยากาศทางเศรษฐกิจในเวียดนามเติบโตค่อนข้างชัดเจน ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามที่วางไว้คาดน่าจะสามารถเดินเครื่องโครงการดังกล่าวได้ในช่วงกลางปี 2570 (เดิมกำหนดช่วงปลายปีหน้า) ทั้งนี้ เดิมบริษัทประมาณการอีบิทด้าของ LSP ไว้ที่ราวปีละ 9 พันล้านบาท หรือคิดเป็นเฉลี่ยเกือบ 1 พันล้านบาทต่อเดือน
สำหรับกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีภัณฑ์ภายใต้ “บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ที่มีความร่วมมือกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC รองรับศึกษาการรวมธุรกิจในกลุ่มโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์นั้นปัจจุบันเรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการดำเนินการและอยู่ในขั้นตอนทุกอย่างยังเป็นไปตามที่วางไว้และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง คาดน่าจะได้ชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ในช่วงไตรมาส 3/2569
ดาด้า ฮอตหนุน
ขณะที่แนวโน้มเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และการปรับโครงสร้างธุรกิจมุ่งสู่นวัตกรรมคาร์บอนต่ำ โดยการลงทุน FDI ที่เข้ามาในไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลดีโดยตรงต่อกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง แม้ยอดขายในภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย (Residential) จะหดตัว แต่ยอดขายในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมกลับเติบโตสวนทางถึง 3-4% ล่าสุดบริษัทได้มีการเสนอโปรดักต์นวัตกรรมในส่วนของเหล็กโครงสร้าง และวัสดุฉนวนกันความร้อนซึ่งเป็นวัสดุจำเป็นใน Data Center ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนทาง SCC อีกทางหนึ่ง
“ไม่เพียงเท่านั้นทาง SCC ยังได้มีการบริหารจัดการโดยลดการใช้ถ่านหิน เนื่องจากราคาถ่านหินเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน จึงปรับมาใช้ไบโอแมส ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนสูงขึ้นไม่มาก สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี กลไกตลาดในปัจจุบันมีการเปลี่ยนไป โดยราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะปรับตัวตามราคาน้ำมันแนฟทาได้รวดเร็วขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ทำให้บริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้เร็วยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีภัณฑ์เพิ่มเติม”
ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวเสริมว่า ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น SCC ให้ราคาเป้าหมาย 310 บาท หลัง SCC เดินหน้ากลยุทธ์ 2 แกนควบคู่กัน คือการรับมือความผันผวนระยะสั้นจากวิกฤติ ตะวันออกกลาง และการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันระยะยาว ธุรกิจปิโตรเคมี ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาและเส้นทางขนส่งวัตถุดิบ Naphtha โดย SCC ตอบสนองผ่านการเน้นขายสินค้ามูลค่าสูง หรือ HVA ดูแลลูกค้าในประเทศเป็นลำดับแรก กระจายแหล่งวัตถุดิบออกจาก Hormuz และขายเงินลงทุนมูลค่า 24.9 พันล้านบาท เพื่อลดหนี้และเสริมสภาพคล่อง ส่งผลให้ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งการยกระดับความสามารถในการแข่งขันระยะยาว SCC ให้ความสำคัญกับ โครงการ LSPE Ethane ในเวียดนาม ซึ่งมีความคืบหน้าแล้ว 60% โดยการเปลี่ยน วัตถุดิบจาก Naphtha เป็น Ethane ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 250 MUSD ต่อปี
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
