เอเซีย พลัส แนะ 3 หุ้นคาดกำไรครึ่งปีหลังโต-รับผลดีราคาน้ำมันลด

#ทันหุ้น-ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ภายใต้สภาวะที่ตลาดรอคอยปัจจัยใหม่และเตรียมรับมือกับสถิติเชิงลบในเดือนก.ย. 2569 กลยุทธ์ที่เหมาะสม คือการเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว (SELECTIVE BUY) โดยแนะนำ 3 หุ้นของไทย ประกอบด้วย
-หุ้น DELTA คาดการณ์รายได้ครึ่งปีหลัง (2H69) จะเติบโตเด่นจากการขยายตัวของ AI และ DATA CENTER และราคาหุ้นปรับฐานมาค่อนข้างลึก จน VALUATION(P/E) ดูดีขึ้นเมื่อเทียบตัวเอง
-หุ้นTHAI ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงแรง 6% ช่วยลดต้นทุน รวมถึงราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังคงติดลบและถือว่า LAGGARD ที่สุดในกลุ่มท่องเที่ยว
-หุ้น CENTEL อีกหนึ่งหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวที่รับอานิสงส์ต้นทุนลดลงจากราคาน้ำมันที่ร่วงลงกว่า 6% โดยคาดว่ากำไรจะทยอยฟื้นตัวชัดเจนในช่วงไตรมาส 4/69
ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ระบุว่า ปัจจัยสำคัญในระยะสั้นที่กำลังเกิดขึ้นคือการจัดงาน THAILAND FOCUS 2026 (26–28 ส.ค.26) ซึ่งจากสถิติในอดีตตั้งแต่ปี 2565-2568 พบว่าในช่วง "วันจัดงาน" ดัชนี SET มักจะทรงตัว (เฉลี่ย 0.0%) และมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติเล็กน้อย แต่จุดที่น่าสนใจ คือ "หลังจบงาน 1 สัปดาห์" ตลาดหุ้นไทยมักจะปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างดี โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง +1.5% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินของสถาบันในประเทศและต่างชาติที่พลิกกลับมาซื้อสุทธิ
อย่างไรก็ตามหากมองในกรอบเวลา"1 เดือนหลังจบงาน" สถิติชี้ว่านักลงทุนต่างชาติมักจะกลับมาเทขายสุทธิราว6.7 พันล้านบาท (หากตัดปี 2567 ที่มีกองทุน VAYU1 จะเผชิญแรงขาย 1.76 หมื่นล้านบาท) พร้อมแรงของสถาบันราว 2.1 พันล้านบาท ซึ่งอาจกดดันดัชนีในระยะถัดไป
อีกทั้งเมื่อก้าวเข้าสู่เดือน 9 สถิติย้อนหลัง 10 ปี (2559-2568) สะท้อนภาพความท้าทายของตลาดหุ้นเกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยเดือนก.ย. 2569 มักจะเป็นเดือนที่ตลาดให้ผลตอบแทนไม่ค่อยดีนัก
นอกจากนี้ในวันนี้ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คืนนี้ 19.30 น. มีรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE PRICE INDEX) ของสหรัฐฯเดือน ก.ค.69 คาดอยู่ที่ 3.6%YOY ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า 3.7%YOY ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งที่ช่วยลดแรงกดดันมาจาก ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่แม้ในช่วงต้นปีถึงกลางปีจะพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับเกือบ 100 เหรียญฯต่อบาร์เรล แต่ในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค.69 ราคาได้ปรับตัวลดลงแกว่งตัวอยู่ในกรอบประมาณ 79-82 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ผ่อนคลายความกังวลและลดความ HAWKISH ลงบ้าง
ผลต่อเนื่องตลาดคาดว่าเฟด อาจใกล้ถึงจุดที่จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ DOLLAR INDEX มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ในทางตรงกันข้าม เงินเยนของญี่ปุ่นกำลังแข็งค่าขึ้น ปัจจัยหลักมาจากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) ส่งสัญญาณคุมเข้มการเงินและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (ล่าสุดระดับ 1.00%) การที่ช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ และญี่ปุ่นแคบลง ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากสหรัฐฯมาฝั่งเอเชียมากขึ้น
ส่วนบ่าย 2 โมงนี้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ให้น้ำหนัก 100% (จากผู้ประเมิน 23 ราย) ว่ากนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% การตัดสินใจรอดูสถานการณ์ (WAIT AND SEE) นี้ สะท้อนให้เห็นว่าแบงก์ชาติกำลังประเมินทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังค่อยเป็นค่อยไป ภาระหนี้ครัวเรือน และต้องการจับตาทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักอย่างเฟด ก่อนที่จะมีการขยับทิศทางดอกเบี้ย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
