ตลท.โชว์หุ้นไทยดูดเงินโลก ดีลก.ล.ต.เปิดทาง New Economy

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #ตลาดหุ้น #SET #ตลท.โชว์หุ้นไทยดูดเงินโลก ดีลก.ล.ต.เปิดทาง New Economy
ทันหุ้น – ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ชี้ “Thailand Focus 2026” ดึงดูดนักลงทุนสถาบันทั่วโลกสัมผัสทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐ ชูดัชนีปีนี้พุ่งบวกเกือบ 30% ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้าทะลักเฉียด 70,000 ล้านบาท ผู้จัดการ ตลท. “อัสสเดช คงสิริ” แย้มจับมือ กลต. ปลดล็อกเกณฑ์ดึง New Economy เข้าจดทะเบียนบูสต์ IPO พร้อมผนึกพันธมิตรอาเซียนและจีน ดันดัชนีร่วม 60:40
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า งาน Thailand Focus 2026 เป็นเวทีเสวนาครั้งสำคัญ (Flagship) ในการดึงดูดนักลงทุนสถาบันชั้นนำจากทั่วโลกเข้ามาสัมผัสเศรษฐกิจไทยและร่วมประชุมแบบตัวต่อตัว (One-on-One Register) กับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยทิศทางในปีนี้มีความคึกคักและส่งสัญญาณบวกอย่างมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ซึ่งดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นบวกเกือบ 30% ทะยานขึ้นมาอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดทั่วโลก พร้อมมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าซื้อสุทธิเกือบ 70,000 ล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายต่อวันปรับตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด
ความสำเร็จในครั้งนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากเสถียรภาพทางการเมืองหลังจากการเลือกตั้งที่ได้รัฐบาลที่มีศักยภาพและมีความต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนเกิดความชัดเจนต่อนโยบายการลงทุนและการปฏิบัติที่จับต้องได้จริง ช่วยเปลี่ยนผ่านความสนใจของสถาบันระดับสากล เช่น ลอนดอน ฮ่องกง และสิงคโปร์ มาเป็นการตัดสินใจลงทุนจริงในตลาดทุนไทย
สำหรับหัวข้อสัมมนาในปีนี้มุ่งเน้นการมองไปข้างหน้าเพื่อค้นหาโอกาสผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเต็มศักยภาพสูงสุด โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมาบอกเล่าแนวทางการปรับเปลี่ยนความเสี่ยงด้านพลังงานให้เป็นโอกาสของประเทศ เพื่อเชื่อมโยงทุกภาคส่วนทั้งกองหน้า กองกลาง และกองหลังตามแผนงานของรัฐบาลเพื่อก้าวสู่ระยะยาวอย่างมั่นคง
@ ปรับเกณฑ์ New Economy บูสต์ IPO
สำหรับสถานการณ์หุ้น IPO ของไทยยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมามีจำนวนค่อนข้างน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติเนื่องจากสภาวะตลาดก่อนหน้านี้ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการสะท้อนมูลค่าที่เหมาะสม แต่ปัจจุบันตลาดเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกชัดเจน ส่งผลให้บริษัทต่างๆ แสดงความสนใจต้องการเข้ามาระดมทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ ตลท. กำลังทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ในการปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความคล่องตัวให้สอดรับกับสถานการณ์จริงของธุรกิจ
โดยเฉพาะการปรับเกณฑ์สำหรับกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เพื่อช่วยให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้เข้าถึงการระดมทุนในตลาดทุนได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยยังคงยึดหลักการคุ้มครองผู้ลงทุนผ่านระบบการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงของธุรกิจที่อยู่ในช่วงเติบโตอย่างครบถ้วน (Disclosure-based)
นอกจากนี้ ยังประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อร่วมกันดึงดูดบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้เข้ามาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุน
@ เจาะลึก 3 เซกเตอร์เด่น-ชูโปรแกรม “Jump Plus” ดึงต่างชาติ
ด้านกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI (Artificial Intelligence) ยังคงเป็นไฮไลท์สำคัญ
กลุ่มสถาบันการเงิน (ธนาคาร) ซึ่งนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจสูงและชื่นชอบธนาคารไทยเป็นอย่างมากจากผลงานในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทว่ามีความเห็นเสนอแนะเพิ่มเติมว่าเพดานการถือหุ้นของต่างชาติ (Foreign Limit) อาจจะต่ำเกินไปเล็กน้อย
กลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมพื้นฐาน ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ธุรกิจ Data Center, Semiconductor และการประกอบยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมียอดขออนุมัติการลงทุนเป็นตัวเลขมหาศาล นอกจากนี้ ตลท. ได้ผลักดันโครงการ “Jump Plus” ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากจากนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากเน้นนวัตกรรมการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยกำหนดให้บริษัทที่เข้าร่วมต้องแสดงแผนการเติบโตและการลงทุนที่ชัดเจนในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า ควบคู่ไปกับการยึดหลักบรรษัทภิบาล (Governance) และความยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นที่สถาบันต่างประเทศให้ความสำคัญสูง โดยมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมงาน Thailand Focus ปีนี้ 16 บริษัท ที่พร้อมร่วมเป็นแกนหลักดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก
ขณะเดียวกัน เม็ดเงินลงทุนจริงจะถูกกระตุ้นผ่านโครงการ Thailand FastPass ของภาครัฐ ซึ่งจะเร่งแปรเปลี่ยนยอดขออนุมัติสิทธิประโยชน์การลงทุนให้เป็นเม็ดเงินที่ไหลเข้าประเทศจริง เกิดการสร้างงาน และสร้างความเชื่อมั่นในการสื่อสารกับนักลงทุนในระยะยาว และยังได้อานิสงส์จากการชี้แจงนโยบายพลังงานและการรับมือผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศต่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Rating Agency) ส่งผลให้เกิดการปรับเพิ่มทิศทางอันดับความน่าเชื่อถือของไทยแทนการถูกปรับลด (Downgrade) จากความกังวลเดิมเรื่องต้นทุนพลังงานและภาวะสงครามโลก
@ สยายปีกอาเซียน-จับมือจีนดันดัชนีร่วม 60:40
ตลท. ยังเตรียมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในฐานะเจ้าภาพจัดงานประชุมครั้งใหญ่อย่าง IMF World Bank Annual Meeting ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่ง ตลท. ตั้งเป้าใช้โอกาสนี้ในการเชื่อมโยงและสร้างความสนใจของนักลงทุนมาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการเชิญผู้บริหารระดับสูง (CEO) ของตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอาเซียนมาร่วมอภิปรายนโยบายและความคืบหน้าของแต่ละตลาดเพื่อเพิ่มภาพลักษณ์และการเติบโตในระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ ตลท. ยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคือ การเชื่อมโยงตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR Linkage) ที่ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์เป็นแห่งแรก และกำลังได้รับความสนใจจากตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียนหลายแห่งเข้ามาขอคำปรึกษาเพื่อเชื่อมโยงระบบ เนื่องจากต้องมีการปรับแก้กฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศ พร้อมทั้งหารือแนวทางอำนวยความสะดวกในการจัดทำ Dual IPO หรือการเปิดทางให้บริษัทเข้าจดทะเบียนพร้อมกันทั้งสองตลาด ตลอดจนโครงการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ร่วมกันในกลุ่ม Asian Exchange เพื่อเป็นมาตรฐานข้อมูลสากลแก่ผู้ลงทุนทั่วโลก
ไฮไลท์สำคัญอีกด้านคือ โครงการร่วมมือกับประเทศจีน ในการจัดตั้งดัชนีร่วมอาเซียนจีน ในสัดส่วน 60:40 โดยแบ่งเป็น 60% จากตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง หรือเซินเจิ้น และ 40% จากตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ เช่น ตลาดหุ้นไทย หรืออาเซียนโดยรวม ภายใต้โครงการนี้ภาครัฐบาลจีนมีนโยบายสนับสนุนให้เงินทุนและนักลงทุนในเมืองจีนสามารถออกมาร่วมลงทุนภายนอกประเทศได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของอาเซียนโดยรวมอย่างมาก
นายอัสสเดช เน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะชูสตอรี่หรือจัดงานประชาสัมพันธ์ที่โดดเด่นเพียงใด แต่หัวใจสำคัญที่สุดที่จะรักษากระแสเงินลงทุนไว้ได้อย่างยั่งยืนคือ ปัจจัยพื้นฐาน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง และตัวเลขผลการดำเนินงานจริง ของบริษัทจดทะเบียนที่จะต้องเติบโตและเกิดขึ้นจริงตามแผนงานที่ได้สื่อสารไว้เพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
