รีเซต

ระวัง! "โรคอีสุกอีใส" ตั้งแต่ต้นปีพบผู้ป่วยสะสมพุ่ง 10,560 ราย เช็กอาการ-การป้องกัน

ระวัง! "โรคอีสุกอีใส" ตั้งแต่ต้นปีพบผู้ป่วยสะสมพุ่ง 10,560 ราย เช็กอาการ-การป้องกัน
TNN ช่อง16
6 มีนาคม 2569 ( 11:22 )

 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล กองระบาดวิทยา ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 4 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยโรคสุกใสสะสม 10,560 ราย และยังไม่พบผู้เสียชีวิต โดยมีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 208 ราย (ร้อยละ 1.97) เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มเด็กวัยเรียนมีอัตราป่วยสูงที่สุด ได้แก่ อายุ 5 – 9 ปี (76.40 ต่อแสนประชากร) 

รองลงมา อายุ 10 – 14 ปี (55.90 ต่อแสนประชากร) และอายุ 0 – 4 ปี (49.10 ต่อแสนประชากร) สะท้อนให้เห็นว่าการรวมกลุ่มของเด็กในสถานศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของโรค 

ทั้งนี้ โรคสุกใสสามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปีแต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม–เมษายน โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียนที่เด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก

ในส่วนของเหตุการณ์กรณีพบผู้ป่วยโรคสุกใสเป็นกลุ่มก้อนล่าสุดในสถานศึกษาแห่งหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี กรมควบคุมโรคและทีมสหสาขาวิชาชีพเครือข่ายสาธารณสุข สอบสวนโรคเบื้องต้นได้ผลยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น โรคสุกใส (Chickenpox) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส Varicella zoster พบผู้ป่วยรวม 23 ราย 

แบ่งเป็นผู้ป่วยสงสัย 22 ราย และผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไข้ร่วมกับผื่นและตุ่มน้ำใสกระจายตามร่างกายซึ่งเป็นลักษณะอาการจำเพาะของโรค ยังไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน ขณะนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดอยู่ในระบบเฝ้าระวัง 

โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การแยกผู้ป่วย การติดตามอาการผู้สัมผัส การทำความสะอาดสถานที่ และการสื่อสารข้อมูลสุขภาพแก่ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องและยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เนื่องจากโรคสุกใสมีระยะฟักตัวประมาณ 10 – 21 วัน

ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้โรคสุกใสส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง แต่ผู้ป่วยควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน และพักอยู่ที่บ้านจนกว่าตุ่มผื่นจะแห้งและตกสะเก็ดทั้งหมด เพื่อลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นและหายภายใน 1 – 3 สัปดาห์ 

ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย เนื่องจากอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้

โรคอีสุกอีใสเกิดจากอะไร?

โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อผ่านทางลมหายใจ ไอ จาม การสัมผัสกับผู้ป่วยหรือใช้ของร่วมกัน เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย 

หลังรับเชื้อนานเท่าไรจึงมีอาการป่วย (ระยะฟักตัว)?

มีระยะฟักตัวประมาณ 10-21 วัน โดยเฉลี่ยอยูที่ 14-16 วันหลังจากสัมผัสผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสในระยะแพร่เชื้อ

ระยะติดต่อนานเท่าไร?

ผู้ป่วยจะสามารถแพร่เชื้อโรคได้ตั้งแต่ 48 ชั่วโมงก่อนผื่นขึ้น จนผื่นแห้งเป็นสะเก็ดทั้งหมด 

อาการโรคอีสุกอีใส เป็นอย่างไร?

ผู้ป่วยจะมีไข้อาจสูงหรือต่ำประมาณ 1-2 วัน มีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ หลังจากไข้จะมีผื่นแดงเม็ดเล็กๆ ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มน้ำใส และมากขึ้นเรื่อยๆ จะขึ้นตรงบริเวณลำตัวก่อน ลามไปที่คอ หน้า ศีรษะ แขนขา และลามไปได้ทั้งตัว หรือแม้แต่เยื่อบุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเยื่อบุในช่องปาก ลำคอ หรือเยื่อบุตา และจะกลายเป็นตุ่มน้ำขุ่น มีขนาดใหญ่และแตกได้ง่าย หรือฝ่อกลายเป็นสะเก็ด เมื่อโรคหายแล้วจะยังคงมีเชื้อบางส่วนหลงเหลืออยู่ และเชื้อชนิดนี้มักจะหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท จึงทำให้มีโอกาสเป็นโรคงูสวัดในภายหลังเมื่อยามที่ร่างกายอ่อนแอ หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำลง

เคยเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วจะเป็นอีกใหม?

โรคอีสุกอีใสโดยทั่วไปเป็นแล้วมักไม่กลับเป็นซ้ำได้อีก ซึ่งหากติดเชื้อแล้วจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นตลอดชีวิต โดยพบว่าในคนที่มีภูมิต้านทานปกติสามารถเป็นโรคอีสุกอีใสครั้งที่สองได้ แต่อาการมักไม่รุนแรงและไม่ค่อยเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งแตกต่างจากผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องกินยากดภูมิหรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง สามารถเป็นซ้ำได้บ่อยกว่า

วัคซีนป้องกันโรคสุกใส

คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้พิจารณาจัดอยู่ในลำดับความสำคัญที่ 7 ของการนำวัคซีนใหม่เข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กอายุ 1 ปี และเด็กอายุ 4 – 6 ปี จำนวน 2 โดส การนำวัคซีนดังกล่าวเข้าสู่ระบบมีศักยภาพในการลดภาระโรคและการระบาดในโรงเรียนในระยะยาว

กรมควบคุมโรคขอแนะนำประชาชนให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วย หากมีไข้ร่วมกับผื่นหรือตุ่มน้ำใสตามร่างกาย ควรรีบไปพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น ทั้งนี้ ยืนยันว่าสถานการณ์ยังอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังของหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด และสามารถควบคุมการแพร่กระจายได้ด้วยมาตรการสาธารณสุขที่เหมาะสม ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง