รีเซต

ครบ 1 ปี "ทรัมป์" สมัยสองกับนโยบายเขย่าโลก

ครบ 1 ปี "ทรัมป์" สมัยสองกับนโยบายเขย่าโลก
TNN ช่อง16
21 มกราคม 2569 ( 17:35 )

รอยเตอร์สไล่เรียง นโยบายเขย่าโลกทั้งในและต่างประเทศในสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม ปีที่แล้ว เขาเข้าพิธีสาบานตน วันนี้ได้วาระครบรอบ 1 ปี โดยรอยเตอร์สรายงานว่า ฝ่ายสนับสนุนให้เครดิตทรัมป์ว่าใช้ ฉันทามติจากการเลือกตั้ง ทำตามคำมั่นสัญญาเพื่อฟื้นฟูสถานะของอเมริกา ขณะที่ฝ่ายคัดค้านกล่าวหาว่าเขาบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ ซ้ำเติมความแตกแยกทางการเมืองและสังคม และการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด 


ส่วนความสัมพันธ์ของทรัมป์กับกองทัพสหรัฐฯ กลายเป็นประเด็นใหญ่ หลังเขาปรับโครงสร้างผู้นำทหารและสั่งใช้กำลังทหารในประเทศ โดยอ้างเพื่อเสริมความสงบเรียบร้อยในพื้นที่อาชญากรรมสูง มิถุนายน ปีที่แล้ว ขบวนพาเหรดทหารที่ทรัมป์เรียกร้องมานานจัดขึ้นกลางกรุงวอชิงตันในวันเกิดของเขา แม้จัดอย่างเป้นทางการในโอกาสครบรอบ 250 ปีของกองทัพบกสหรัฐฯ แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการฉวยโอกาสทางการเมือง 


นอกจากนี้ ยังมีการปลดนายนทหารระดับสูงก่อนครบวาระ เช่น ชาร์สส์ คิว บราวน์ จูเนียร์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม ซึ่งสิ่งนี้ฝ่าฝืนธรรมเนียมเดิมและก่อความกังวลเรื่องการเมืองแทรกแซงกองทัพ ทรัมป์ยังลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงสงคราม ต่อจากนั้นก็รีแบรนด์อ่าวเม็กซิโแก เป็นอ่าวอเมริกา ซึ่งบางสื่อไม่ยอมรับ เช่น AP ที่ถูกจำกัดการเข้าถีงบางกิจกรรมของประธานาธิบดี

ส่วนด้านเศรษฐกิจ ทรัมป์อ้างความคืบหน้าว่าแก้ไขได้ดี แต่เงินเฟ้อยังสูง เขาปะทะกับ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางหรือ เฟด อย่างต่อเนื่อง จากการไม่ยอมปรับลดดอกเบี้ย ความขัดแย้งลุกลามมาจนถึงในเดือนนี้ เมื่อพาวเวลล์ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ขู่ดำเนินคดีอาญาและส่งหมายเรียกคณะลูกขุนใหญ่เกี่ยวกับคำให้การต่อสภาคองเกรสเรื่องโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด โดยทำเนียบขาวปฏิเสธให้ความเห็นและโยนเรื่องให้กระทรวงยุติธรรม ซึ่งตอนนี้สถานการณ์ก็ยังไม่คลี่คลาย 


อีกหนึ่งผลงานเศรษฐกิจเด่นของปีแรกคือการผ่านกฎหมายลดภาษีและเพิ่มรายจ่ายขนาดใหญ่ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งทรัมป์ขนานนามอย่างร่างกฎหมายนี้อย่างสวยงามว่า “Big Beautiful Bill” ฝ่ายเดโมแครตวิจารณ์ว่า ตัดสวัสดิการอย่าง Medicaid และเอื้อคนรวยเป็นหลัก ความขัดแย้งในเรื่องงบประมาณยังนำไปสู่ Government Shutdown หรือการปิดหน่วยงานรัฐยาวเป็นประวัติการณ์ 43 วัน ก่อนจะสิ้นสุดในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2025 แต่ 43 วันนั้นที่ผ่านมานั้น ส่งผลให้ข้าราชการหลายแสนคนถูกพักงานและผู้มีรายได้น้อยขาดสิทธิประโยชน์ด้านอาหารชั่วคราว


ทรัมป์ยังทำตามคำมั่นหาเสียงอีกข้อ คือดำเนินคดีกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง บุคคลอย่าง จอห์น โบลตัน, เจมส์ โคมีย์ และอัยการสูงสุดนิวยอร์ก เลติเทีย เจมส์ ที่ถูกดำเนินคดี ซึ่งฝ่ายวิจารณ์มองว่าเป็นคดีมีแรงจูงใจทางการเมือง

ในทำเนียบขาว ทรัมป์สั่งรื้อปีกตะวันออกทั้งหมดเพื่อสร้างห้องบอลรูม หลังเคยระบุว่าจะรื้อเพียงบางส่วน แผนดังกล่าวถูกโจมตีว่าแลกมรดกทางประวัติศาสตร์กับโครงการสนองอัตตาตนเอง


ส่วนประเด็นอื้อฉาวความสัมพันธ์กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ยังคงเป็นสิ่งที่หลอนทรัมป์และกดดันรัฐบาล แม้ทรัมป์ยืนยันว่า เขาได้ตัดสัมพันธ์กับเอปสตีนก่อนการจับกุมปี 2019 แต่ก่อนหน้านั้น เขาคัดค้านการเปิดเผยเอกสารเอปสตีน แต่กลับลำก่อนการลงมติ และลงนามกฎหมายปล่อยเอกสารเมื่อ 19 พฤศจิกายน


ส่วนปลายพฤศจิกายน เหตุยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิสองนายในกรุงวอชิงตัน ดีซี โดยมีหนึ่งรายเสียชีวิต เหตุการณ์นี้ดึงความสนใจกลับไปที่การสั่งใช้กำลังในเมืองใหญ่ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังยกระดับถ้อยคำโจมตีผู้อพยพ ระงับคำขอลี้ภัยไม่มีกำหนด และถ้อยคำดูหมิ่นชุมชนโซมาเลีย-อเมริกันถูกวิจารณ์ว่าเหยียดชาติพันธุ์ หรือแม้กระทั่งการขู่ว่าจะใช้กฎหมาย Insurrection Act ในรัฐมินนิโซตา หลังเจ้าหน้าที่ ICE ยิงหญิงสาวรายหนึ่งเสียชีวิตจนนำไปสู่การประท้วงใหญ่ในนครมินนิอาโปลิส


ส่วนอีก สองวัน ต่อจากนี้ ในรายชื่อสมาชิก องค์การอนามัยโลก หรือ WHO จะไม่มีสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป หลังตามกำหนดที่ทรัมป์เคยลั่นวาจาไว้ว่าจะถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของ WHO ในวันที่ 22 มกราคมปี 2026 


ย้อนกลับไปปี 2020 ทรัมป์เคยประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจาก WHO หลังเป้นสมาชิกมานานกว่า 70 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดกับจีนเรื่องโควิด-19 ก่อนที่ยุคไบเดนจะกลับเข้ามาเป็นสมาชิกอีกครั้ง 


การถอนตัวครั้งใหม่นี้ตอกย้ำทิศทางนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ที่ลดบทบาทพหุภาคี บนเวทีโลกอย่างมาก

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง