รีเซต

บทเรียนอันตรายเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ จากสงครามอิหร่าน

บทเรียนอันตรายเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ จากสงครามอิหร่าน
TNN ช่อง16
24 มีนาคม 2569 ( 14:56 )

สนธิสัญญาว่าด้วยการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ หรือ Non-Proliferation Treaty (NPT) ที่มีเป้าหมายป้องกันไม่ให้มีประเทศไหนในโลกครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างที่สหรัฐฯ และอิสราเอล โจมตีอิหร่าน โดยอ้างว่าอิหร่านกำลังใกล้จะพัฒนาและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ จึงถือว่าเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงอย่างเร่งด่วน อย่างที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเอาไว้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่สหรัฐฯ เริ่มโจมตีอิหร่านว่า “เราจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ มันเป็นข้อความง่าย ๆ อิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์”

แม้สนธิสัญญาว่าด้วยการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ หรือ NPT จะมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์และเทคโนโลยีอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างสันติ ซึ่งมี 190 ประเทศลงนาม รวมทั้ง อิหร่านด้วย แต่สนธิสัญญานี้ ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่แล้ว อาจใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างทางการเมืองเพื่อจัดการกับรัฐบาลที่พวกเขามองว่ามีนโยบายที่แข็งกร้าว หรือไม่เป็นมิตรต่อตัวเอง รวมทั้ง สนธิสัญญานี้ อาจผลักดันให้ประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ยิ่งเห็นความจำเป็นที่ต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองเพื่อป้องกันตัวเองจากประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่แล้ว

โดยพื้นฐานแล้ว ทุกประเทศมีสิทธิที่จะพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อใช้ในด้านพลังงาน หรือเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ แต่ปัญหาก็คือเทคโนโลยีนิวเคลียร์นั้น ไม่ได้มีเส้นแบ่งระหว่างเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อพลังงาน และเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อการทหาร หรือหากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนก็คือ หากประเทศไหนมีเทคโนโลยีนำนิวเคลียร์มาใช้ด้านพลังงานได้ ประเทศนั้นก็ย่อมมีเทคโนโลยีที่จะนำนิวเคลียร์มาใช้เป็นอาวุธได้เช่นกัน

และตรงนี้คือปัญหาของสนธิสัญญาว่าด้วยการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ที่จะตั้งสมมุติฐานเอาไว้ก่อนว่า หากประเทศไหนมีความรู้ความสามารถที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ ประเทศนั้นก็ต้องหาทางพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อครอบครองอย่างแน่นอน แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะหากเป็นความจริง เราคงได้เห็นประเทศอย่างเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ญี่ปุ่น อาร์เจนตินา และบราซิล พยายามพัฒนาและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไปแล้ว

บทเรียนอย่างแรกที่เราเห็นได้จากสงครามอิหร่าน คือการที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ใช้ข้ออ้างว่าอิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เป็นของตัวเองในการโจมตีอิหร่าน แม้จะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่การที่อิหร่านเป็นประเทศที่มีจุดยืนทางการเมืองต่อต้านสหรัฐฯ ก็ทำให้อิหร่านตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของสหรัฐฯ มานานแล้ว และหากสหรัฐฯ ทำเช่นนี้ได้ ก็อาจเป็นตัวอย่างให้ประเทศมหาอำนาจประเทศอื่น เช่น จีน รัสเซีย อินเดีย ทำแบบเดียวกันได้กับประเทศที่ตัวเองมองว่าเป็นภัยคุกคาม ด้วยการกล่าวหาว่ากำลังพยายามครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

 


บทเรียนอย่างที่ 2 จากสงครามอิหร่านเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ และอาจจะเป็นบทเรียนที่อันตรายมาก ๆ ก็คือ สงครามอิหร่านทำให้เห็นว่า แม้ประเทศคุณจะไม่ได้มีความพยายามจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างที่ถูกกล่าวหา แต่กลับถูกโจมตีอย่างหนัก ดังนั้นแล้ว การพยายามพัฒนาและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จริง ๆ อาจจะเป็นเรื่องที่คุ้มค่ามากกว่า ถ้าหากมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีเหมือนกัน

ที่ผ่านมา เราอาจจะบอกได้ว่าอิหร่านอาจจะตั้งใจทำให้ทั่วโลกสับสนถึงความตั้งใจของอิหร่านในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ อย่างการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่เข้มข้นถึง 60% แม้จะน้อยกว่าระดับ 90% ที่ต้องใช้ในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ แต่ก็สูงกว่าระดับ 3-5% ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าไปหลายเท่า ตรงนี้ นักวิเคราะห์มองว่าแม้อิหร่านจะไม่ได้ตั้งใจพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อการครอบครอง แต่ก็จงใจทำให้เกิดความสับสนว่าอิหร่านอาจพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ในเวลาอันสั้น ซึ่งแม้อิหร่านจะไม่ได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่ก็สามารถใช้วิธีนี้ป้องปรามการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลได้  

อย่างไรก็ตาม แม้อิหร่านจะไม่ได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จริง ๆ แต่แค่ทำให้ดูเหมือนว่าอิหร่านอาจจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ ก็ทำให้สหรัฐฯ และอิสราเอล ตัดสินว่าอิหร่านมีความตั้งใจจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จริง ๆ จนนำไปสู่การโจมตีอิหร่าน ซึ่งในอนาคต อาจจะทำให้อิหร่าน รวมถึงประเทศอื่น ๆ รู้ตัวว่าการพยายามครบครองอาวุธนิวเคลียร์จริง ๆ อาจจะไม่ได้มีความเสี่ยงอะไรมากไปกว่าการหลอกว่ากำลังพยายามครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

บทเรียนอันตรายบทที่ 3 คือสงครามอิหร่านยิ่งแสดงให้เห็นว่าอาวุธนิวเคลียร์เป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันตัวเองจากการถูกประเทศมหาอำนาจโจมตี เพราะนอกจากอิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ โจมตีแล้ว เวเนซุเอลา ที่ถูกสหรัฐฯ โจมตี และยูเครนที่ถูกรัสเซียโจมตี ล้วนเป็นเป็นประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง และถูกประเทศมหาอำนาจโจมตีทั้งหมด จนเกิดคำถามว่าหากประเทศเหล่านี้มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง แล้วจะถูกประเทศมหาอำนาจโจมตีหรือเปล่า?

นี่ไม่ได้หมายความว่า ประเทศอื่น ๆ ควรจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันตัวเอง เพราะยิ่งทั่วโลกมีการสะสมอาวุธนิวเคลียร์มากเท่าไร ก็ยิ่งมีความเสี่ยงจะเกิดสงครามนิวเคลียร์มากเท่านั้น ในความเป็นจริง ไม่ควรมีประเทศไหนที่มีอาวุธนิวเคลียร์ครอบครองมากขึ้น ดังนั้นแล้ว การที่สหรัฐฯ กับอิสราเอล โจมตีอิหร่าน จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะมันทำให้ประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์รู้สึกว่าการมีอาวุธนิวเคลียร์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการโจมตีจากชาติมหาอำนาจ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง