รีเซต

คนเวียดนาม แห่ซื้อ "ทองคำ" ปั่นราคาในประเทศพุ่งแซงตลาดโลก รัฐบาลงัดกฎหมายใหม่ปรับ 300 ล้านดอง สกัดตลาดมืด-ทองคำเถื่อน

คนเวียดนาม แห่ซื้อ "ทองคำ" ปั่นราคาในประเทศพุ่งแซงตลาดโลก รัฐบาลงัดกฎหมายใหม่ปรับ 300 ล้านดอง สกัดตลาดมืด-ทองคำเถื่อน
TNN ช่อง16
25 กุมภาพันธ์ 2569 ( 08:00 )
1

"วิกฤตราคาทองเวียดนาม" แพงกว่าตลาดโลก รัฐบาลสั่งคุมเข้มปรับ 300 ล้านดอง


เกิดกระแสคลั่งทองคำ ในประเทศเวียดนาม คนเวียดนามแห่กันไปซื้อทองคำเก็บไว้เป็นจำนวนมาก  แม้ว่าราคาขายทองคำในเวียดนาม สูงหรือแพงกว่าตลาดโลก และสิ่งที่ตามมา หนีไม่พ้น "ตลาดมืด" ทองคำเถื่อนถูกลักลอบเข้ามาแบบผิดกฎหมาย จนล่าสุดทางการเวียดนามต้องออกกฎหมายมาคุมเข้ม ปรับสูงสุด 300 ล้านดอง 


รัฐบาล “เวียดนาม” เดินหน้าคุมเข้มตลาดทองคำประเทศครั้งใหญ่ ผ่านออกมากฎหมายที่ลงโทษหนักขึ้น โดยการออกกฤษฎีกาเลขที่ 340 มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กำหนดโทษปรับสูงสุดถึง 300 ล้านดองต่อผู้ผลิตทองคำผิดกฎหมาย พร้อมบทลงโทษการลักลอบนำเข้าและการซื้อขายทองคำจากผู้ไม่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง


เป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของทางการเวียดนามที่ต้องจับตาว่าจะช่วยแก้ปัญหาทองคำในตลาดมืดได้หรือไม่ หรือจะเอาไม่อยู่ เพราะวันนี้กระแสของการคลั่งทองคำในเวียดนามกำลังร้อนแรงอย่างมากจนทำให้ราคาทองคำในประเทศเวียดนามพุ่งแรงแซงหน้าราคาตลาดโลกไปแล้ว ในขณะที่เงินดองของเวียดนามก็มีความผันผวนอย่างหนัก 


รายงานข่าวเรื่องนี้ของ Nikkei Asia ระบุว่า ภายใต้กฎหมายที่ออกมาใหม่ล่าสุดนี้ ผู้ที่ผลิตทองคำอย่างผิดกฎหมายอาจถูกปรับสูงสุด 300 ล้านดอง หรือประมาณ 11,550 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้ลักลอบนำทองคำข้ามพรมแดนอาจถูกปรับ 100 ล้านดอง และผู้ซื้อทองคำแท่งจากผู้ขายที่ไม่มีใบอนุญาตอาจถูกปรับ 20 ล้านดอง นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษเพิ่มเติม เช่น การเพิกถอนใบอนุญาต การยึดทองคำ และมาตรการทางปกครองอื่น ๆ สำหรับผู้กระทำผิดซ้ำๆ


ซึ่งมาตรการดังกล่าวครั้งนี้ ได้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศยกเลิกการผูกขาดการค้าทองคำในประเทศ ซึ่งมีผลบังคับใช้ช่วงประมาณตุลาคมของปีที่แล้ว หลังจากที่ทางการได้ผูกขาดตลาดมานานมากกว่าสิบสามปี หรือนับตั้งแต่ปี 2555  โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบการออกใบอนุญาตแก่ธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแทน 


โดยก่อนหน้านี้ผู้ที่ทำหน้าที่ผูกขาด คือ ธนาคารกลางเวียดนาม หรือ State Bank of Vietnam เป็นศูนย์กลางการผลิตทองคำแท่งและบริหารจัดการการนำเข้า-ส่งออกทองคำทั้งหมดของประเทศ และมีการแต่งตั้งบริษัท Saigon Jewelry Company หรือ SJC เป็นผู้ผลิตทองคำแท่งรายเดียวในประเทศ 


และหลังจากการยกเลิกระบบผูกขาดจากทางการในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของตลาดทองคำเวียดนาม เนื่องจากก่อนหน้านี้ราคาทองคำภายในประเทศของเวียดนามมักมีราคาสูงหรือการซื้อขายที่แพงกว่าราคาทองคำโลกอย่างมาก จากความต้องการที่มีอยู่มาก หรือดีมานด์ที่สูง และการผลิตหรือซัพพลาย หรืออุปทานถูกจำกัดอยู่ภายใต้ระบบผูกขาดของรัฐ  


รายงานระบุว่า ในบางช่วงบางเวลาพบว่าส่วนต่างของราคาทองคำในประเทศกับตลาดโลกต่างกันถึงหลายสิบล้านดองต่อตำลึง จึงส่งผลทำให้เกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำเข้าและซื้อขายในตลาดมืด ขณะที่ราคาทองคำโลกในช่วงปีที่ผ่านมาก็ถูกเรียกว่าขาขึ้น ราคาพุ่งขึ้นไปอย่างร้อนแรง หรือปรับเพิ่มขึ้นกว่า 70% ตามข้อมูลตลาดโลก ซึ่งเป็นแรงซื้อจากความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และการเคลื่อนไหวของธนาคารกลางทั่วโลก


ดังนั้นล่าสุดเมื่อทางการเวียดนามได้เลิกผูกขาดตลาดทองคำ ด้วยการเปิดตลาดให้กับผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามามีส่วนร่วม จึงถูกมองว่าเป็นวิธีหนึ่งในการเพิ่มความโปร่งใสและช่วยลดช่องว่างระหว่างราคาทองคำในประเทศกับราคาตลาดโลกได้  


นอกจากนี้อีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญของการปฏิรูปเรื่องตลาดทองคำในประเทศของเวียดนาม ยังมาจากการปราบปรามคอร์รัปชันอีกด้วย เมื่ออดีตผู้บริหารของ Saigon Jewelry Company ถูกตัดสินจำคุก 25 ปีในคดีทุจริต สื่อของทางการอย่าง VietNamNet ระบุว่าการผูกขาดที่ผ่านมาเปิดช่องให้เกิดอภิสิทธิ์และการกำกับดูแลที่อ่อนแอ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าราคาทองในประเทศที่สูงกว่าตลาดโลกต่อเนื่องสะท้อนความไม่สมดุลอุปสงค์-อุปทาน และบ่งชี้ว่ากลไกตลาดทำงานไม่เต็มที่ ดังนั้นการเปิดเสรีทองคำบางส่วน ไปพร้อมกับการออกบทลงโทษเข้มงวด จึงมีเป้าหมายเพื่อลดส่วนต่างราคาทอง และบรรเทาแรงกดดันต่อค่าเงินดองของเวียดนามจากการลักลอบนำเข้าทองคำนั่นเอง 



คนเวียดนามรักทองคำ เป็นสิ่งฝังรากลึกอยู่ในสังคมมาช้านาน การันตีได้จากตัวเลข ที่เวียดนามเป็นตลาดทองคำแท่งที่ใหญ่สุดอันดับสามของเอเชีย เป็นรองแค่จีน และอินเดียเท่านั้น


ข้อมูลจาก World Gold Council หรือสภาทองคำโลก เผยว่า เวียดนามเป็นตลาดทองคำแท่งใหญ่อันดับ 3 ของเอเชีย รองจากจีนและอินเดีย และถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชาชนมีสัดส่วนการถือครองทองคำต่อหัวสูงที่สุดในภูมิภาค และยังมีผลสำรวจทัศนคติผู้บริโภคปีล่าสุด ที่พบว่า ชาวเวียดนาม ประมาณ 80% ในประเทศ มองว่าทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความไม่มั่นคงระยะยาวได้


ความนิยมในทองคำของเวียดนามมีรากฐานย้อนไปหลังสงครามในทศวรรษ 1970 และช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในทศวรรษ 1980 เมื่อค่าเงินดองอ่อนค่ารุนแรง ประชาชนจำนวนมากจึงหันไปถือครองทองคำเพื่อรักษามูลค่า ความเคยชินดังกล่าวฝังลึกในสังคม สื่อรายงานราคาทองคำเป็นประจำ และในอดีตมีการประเมินราคาสินค้า เช่น มอเตอร์ไซค์หรือบ้าน เป็น “ตำลึงทอง” แทนเงินดองที่ผันผวน พฤติกรรมนี้ส่งผลต่อโครงสร้างการออมของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน



เมื่อมองในภาพกว้างในระดับมหภาค เวียดนามเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วในเอเชีย เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว และล่าสุดตั้งเป้าจีดีพีสูงถึง 10 % ในปีนี้ อยู่ราว 5–6%  ขณะที่ภาคการส่งออกมีสัดส่วนมากกว่า 90% ของ GDP มูลค่าส่งออกหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปี และยังมีเงินทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้าสูงกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ส่วนตัวเลขของเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3–4% ซึ่งถือว่ายังควบคุมได้ 


แต่อย่างไรก็ตาม การที่ประชาชนจำนวนมากนิยมเก็บออมในรูปทองคำแท่งแทนการฝากเงินหรือการลงทุนในภาคธุรกิจ ทำให้เงินออมส่วนหนึ่งถูกแช่แข็งไม่ไหลเข้าสู่ระบบการเงินของประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการบั่นทอนศักยภาพการระดมทุนเพื่อการเติบโตได้ นักวิเคราะห์ได้ประเมินว่าหากสามารถดึงทองคำในมือประชาชนเข้าสู่ระบบได้ ก็มาจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและสนับสนุนเศรษฐกิจระยะกลางได้


นอกจากนี้ในบริบทของการเงินระหว่างประเทศ เวียดนามยังจำกัดการโอนเงินออกนอกประเทศ ทำให้ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นในประเทศเป็นช่องทางลงทุนหลัก การควบคุมตลาดทองคำจึงเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม ข้อมูลจาก State Bank of Vietnam ระบุว่าเงินฝากธนาคารยังเติบโต แต่การขยายสินเชื่อบางช่วงต่ำกว่าเป้าหมายระดับสองหลัก และหากเงินออมจำนวนมากยังคงไหลไปอยู่ที่การสะสมทองคำแท่ง สภาพคล่องเพื่อปล่อยสินเชื่อก็อาจถูกจำกัดลง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง