ศาลรัฐธรรมนูญ นัดลงมติวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 9 ก.ค.นี้

นัดลงมติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนลบ. 9 ก.ค.
ศาลรัฐธรรมนูญ นัดลงมติ วินิจฉัยพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ เวลา 9.00 น.
โดยศาลฯเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสอง กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
ทั้งนี้ เรื่องนี้สืบเนื่องจากได้มีการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในคดีที่ สส.133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของ สส.ทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาฯ ว่า พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และได้ส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง
พรก. กู้เงิน รับมือวิกฤตพลังงาน เน้นช่วยกลุ่มเปราะบาง-เกษตรกร-SME พร้อมวางโครงสร้างสู่พลังงานสะอาด
เมื่อวันที่ (5 พฤษภาคม 2569) เวลา 12.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงเรื่องพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การตัดสินใจของรัฐบาลในรูปแบบของ มติ ครม. เพื่อออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือในชื่อย่อๆ ว่า พรก. กู้เงิน การตัดสินใจในครั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลกวิกฤตครั้งนี้ เริ่มจากราคาพลังงาน ไปสู่ราคาอาหาร และกำลังกดดันค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติและไม่ใช่สถานการณ์ที่จะรอได้
หน้าที่ของรัฐบาล คือการหยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ “ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว” หรือ stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พระราชกำหนดฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน 2 ประการ คือ
1) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก
2.) เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงในระยะยาว มาตรการภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้จะมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะ SME และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
โดยจะดำเนินการใน 2 ทิศทางควบคู่กัน คือ
1. ช่วยเหลือและบรรเทา ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ผ่านการจัดหาปุ๋ย และปัจจัยการผลิตที่จำเป็น
2. ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยจะใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ ปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ พร้อมลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมอีก พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภาคการผลิตให้มีศักยภาพในการแข่งขันในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป
“ด้วยหลักการและเหตุผลที่กล่าวมานี้ พระราชกำหนดฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน
อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต สำหรับรายละเอียดของพระราชกำหนดฉบับนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะได้มาเรียนให้ข้อมูลได้ทราบในโอกาสต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
