รีเซต

DITTO สบช่องดีลคลาวด์ เฉลยโทเคนน่าสนแค่ไหน

DITTO สบช่องดีลคลาวด์ เฉลยโทเคนน่าสนแค่ไหน
ทันหุ้น
27 พฤษภาคม 2569 ( 03:00 )

นายฐกร  รัตนกมลพร  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO เปิดเผย "ทันหุ้น" ว่า บริษัทอยู่ในเทรนด์ของหุ้นเทค โดยคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี ซึ่งบริษัทมีแนวทางที่ประสานกับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้บริการคลาวด์ในประเทศไทย ดำเนินการพัฒนาโซลูชันให้ผู้ดำเนินธุริกจคลาวด์ได้นำไปให้บริการลูกค้า ซึ่งจะเป็นอีกระดับหนึ่งของการเติบโต ควบคู่กับการขยายงานด้าน Data Management, AI และ Cyber Security เพื่อความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจ นอกจากนี้บริษัทยังได้นำเทคโนโลยี Blockchain และศักยภาพด้านการจัดการข้อมูล และ AI มาผสานเข้ากับธุรกิจสีเขียว (Green) จนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ เช่น การทำ Tokenization ของคาร์บอนเครดิต เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนแบบเดิมให้กลายเป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ

โดยเตรียมเสนอขาย “Blu Green Token” โทเคนดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อมครั้งแรกของไทย โดยมีคาร์บอนเครดิต 4 แสนตันจากโครงการปลูกป่าชายเลนจำนวน 1.7 หมื่นไร่เป็นสินทรัพย์อ้างอิง จำนวน 400 ล้านโทเคน ในราคา 1.20 บาทต่อโทเคน มูลค่ารวมไม่เกิน 480 ล้านบาท กล่าวคือ มีราคาคาร์บอนเครดิตที่ 1.2 พันบาทต่อตัน มีการการันตีผลตอบแทนให้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี แบบทบต้นจ่ายคืนพร้อมเงินต้นในสิ้นปีที่ 7 โดยคาดว่าจะเสนอขายได้ในไตรมาส 3 และจะมีการเทรดนาดรองช่วงเดียวกัน

นายชัยทัด  กุลโชควณิช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน DITTO เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ถึงความน่าสนใจของ BLU Green Token ว่ามีจุดเด่นหลักคือการมี Downside Protection เพื่อปกป้องนักลงทุนจากการขาดทุน ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนการันตีขั้นต่ำที่ 3% ต่อปีแบบทบต้นตลอดอายุโครงการ 7 ปี ทำให้การลงทุนนี้มีความปลอดภัยสูง ในด้านของโอกาสรับผลตอบแทน คาร์บอนเครดิตปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Upside) ไปอย่างเต็มที่ ซึ่งมีการประเมินราคาคาร์บอนเครดิตในอีก 7 ปีข้างหน้าไว้ที่ 2,500 บาท ในกรณีฐาน และมีโอกาสพุ่งสูงราว 4,000 บาท ในกรณีที่ดีที่สุด โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากเทรนด์โลกและการเริ่มนับหนึ่งของการบังคับใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยที่จะหนุนให้ราคาเป็นไปตามเป้าหมาย

  นายชัยทัด ยังชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบจากกลไกตลาด โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการปล่อยคาร์บอนสูงถึงปีละ 380 ล้านตัน ในขณะที่ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่นำมาเสนอขายในโครงการนี้มีเพียงประมาณ 400,000 ตัน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการ  ดังนั้น เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายจนเกิดความต้องการจาก "ภาคบังคับ" จะทำให้อุปสงค์ (Demand) พุ่งสูงขึ้นในขณะที่อุปทาน (Supply) มีจำกัด ส่งผลให้ราคาคาร์บอนเครดิตสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงและสร้างโอกาสเติบโตอย่างมากให้กับผู้ถือโทเคน

นายนภนต์  ใจแสน รองผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ยอดจองซื้อโทเคน จะสะท้อนว่าตลาดให้การยอมรับคาร์บอนเครดิตราคา 1,200 บาทต่อตัน นี้ในระยะยาว 7 ปี ซึ่งช่วยทำลายความกังวลเดิมของตลาดที่มองเห็นแต่ฝั่งต้นทุนจากการปลูกป่าและการดูแลรักษา  ขณะที่ DITTO มีจุดคุ้มทุนจากการปลูกป่าอยู่ที่ระดับ 400 กว่าบาทต่อตัน การขายที่ราคา 1,200 บาท จึงสร้างส่วนต่างกำไรที่ดี โดยเฉพาะในปีที่ 5 ที่เริ่มมีการประเมินคาร์บอนเครดิตรอบแรกและบันทึกกำไร ซึ่งมองเฉพาะโครงการที่ออกโทเคน 17,000 ไร่ จะเพิ่มมูลค่าหุ้นได้ประมาณ 1 บาท อย่างไรก็ดี DITTOมีพอร์ตปลูกป่า 170,000 ไร่ จะมีอัพไซด์รวมสูงถึง 10 บาท

นอกจากนี้ DITTO ยังได้ประโยขน์จากการที่ประเทศไทยมี Data Center ตั้งอยู่ในประเทศเอง ช่วยแก้ปัญหาเรื่องอธิปไตยของข้อมูล และเปิดโอกาสให้ DITTO พัฒนาแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มใหม่ๆ บนระบบ Cloud ร่วมกันได้ในอนาคต ปัจจุบันหุ้น DITTO เทรดอยู่ที่ P/E เพียง 10 เท่า แม้กำไรจะทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) อย่างต่อเนื่อง ให้ราคาเป้าหมายเบื้องต้นที่ 15 บาท (อิง P/E 15 เท่า) ซึ่งราคานี้ ยังไม่รวม อัพไซด์ 1 บาทจากโครงการ Green Token ระยะแรก และยังไม่รวมมูลค่าเพิ่มจากการประสานงานบนระบบ Cloud และ AI ในอนาคต

นายนภนต์เสริมว่าสำหรับราคาคาร์บอนเครดิตจะถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ 1. การอนุญาตปล่อยคาร์บอน (Allowance)  2. การจัดหาคาร์บอนเครดิตชดเชย และ 3. ภาษีคาร์บอน (CBAM) ซึ่งหากไทยเปิดให้ซื้อขายระหว่างประเทศได้ ราคาจะวิ่งเข้าหาตลาดโลกที่ปัจจุบันเทรดกันสูงถึง 3,000-4,000 บาทในฝั่งยุโรป

ดร.พิรุณ  สัยยะสิทธิ์พานิช  อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัจจุบันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. โลกร้อน) อยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจารณาร่างโดยคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งให้ความสำคัญมีการเร่งรัดประชุมถึง 3 วันต่อสัปดาห์ (อังคาร พฤหัสบดี ศุกร์) เพื่อให้จบโดยเร็วที่สุด ประเมินว่าจะมีผลบังคับใช้ช่วงไตรมาส 3/2570 ซึ่งมีหมวดสำคัญคือการให้รายงานก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับนิติบุคคล การกำหนดอัตราการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรม และการเริ่มทดลองระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ก่อนที่จะเข้าสู่ภาคบังคับเต็มรูปแบบ และจะมีกลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Thai-CBAM) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ

ภาษีคาร์บอนจะถูกนำมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น การทำให้พลังงานสะอาดมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เช่น หากภาษีอยู่ที่ 1,000 บาท ต้นทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินจะเพิ่มขึ้นจนแพงกว่าพลังงานโซลาร์ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นตามเป้าหมายที่ต้องการให้มีสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างน้อย 74% ในระบบไฟฟ้า

ขณะที่ คาร์บอนเครดิต ก็จะมูลค่ามากขึ้น จากการเคลื่อนด้วยระบบ ETS กฎหมายจะอนุญาตให้นำคาร์บอนเครดิตมาชดเชยไม่เกิน 15% ของสิทธิ์ที่ได้รับ จะกลายเป็นตัวสร้างดีมานด์ในประเทศ ทำให้ราคาคาร์บอนเครดิตมีโอกาสวิ่งขึ้นเมื่อมีกฎหมายบังคับ ซึ่งหากดูสิงคโปร์ที่มีกฎหมายภาษีคาร์บอนที่บังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม คาร์บอนเครดิตจากเริ่มต้นไม่กี่ดอลลาร์ ขยับเป็นกว่า 20 ดอลลาร์ จนปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 45 ดอลลาร์สหรัฐ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง