จากธุรกิจ "e-money" สู่บริการเงินดิจิทัล

จากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยในบทวิเคราะห์เรื่อง “เส้นทาง 20 ปี ธุรกิจ e-money สู่ผู้ให้บริการการเงินดิจิทัล” ทำให้เห็นวิวัฒนาการของธุรกิจเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-money ที่น่าสนใจตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนาการของ e-money ในประเทศไทยในช่วงปี 2547
โดยระยะแรกมีผู้ได้รับใบอนุญาตส่วนใหญ่เป็นผู้ให้บริการที่มิใช่สถาบันการเงิน (non-bank) ซึ่งให้บริการเชื่อมโยง e-money กับการใช้จ่ายสินค้าและบริการของธุรกิจตนเอง ส่งผลให้การใช้จ่ายผ่าน e-money มีสัดส่วนในการชำระเงินของรายย่อยเพิ่มขึ้นก่อนจะทยอยลดบทบาทลงบางส่วนเพราะการเริ่มขึ้นของระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ในปี 2560 ที่ทำให้ต้นทุนการชำระเงินและการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารได้รับความนิยมมาก
ดังนั้น ผู้ให้บริการ e-money จึงต้องปรับตัวด้วยการแข่งขันเชิงโมเดลธุรกิจใหม่ โดยกลุ่ม Non-Bank หันไปให้บริการรับชำระเงินแก่ร้านค้าและนำผลิตภัณฑ์การเงินสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตรมาให้บริการในแพลตฟอร์ม ขณะที่สถาบันการเงิน โดยเฉพาะภาคธนาคาร นำ e-money มาผสานกับบริการสวัสดิการรัฐ และพัฒนาบริการ/ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น บัตร Travel Card เพื่อลดต้นทุนแลกเงินต่างประเทศ
ทั้งนี้ ตัวอย่างผู้ให้บริการ e-money กลุ่มนอนแบงก์ อาทิ true money, Rabbit LINE Pay ส่วนผู้ให้บริการ e-money ในกลุ่มแบงก์ อาทิ แอปเป๋าตัง K shop และ your trip เป็นต้น
จากภาพดังกล่าวศูนย์วิจัยกสิกรไทยแบ่งวิวัฒนาการของธุรกิจเงินอิเล็กทรอนิกส์ออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ
ช่วงที่ 1 จุดเริ่มต้น e-money : ในช่วงปี 2547 มีนวัตกรรม e-money เป็นที่นิยมใน ตปท. ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงออกเกณฑ์การกำกับดูแลและสนับสนุนให้ภาคเอกชนนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินและลดการพึ่งพาการใช้เงินสด
ซึ่งในช่วงแรกมีผู้ได้รับใบอนุญาต จำนวน 7 ราย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ Non-Bank ที่เชื่อมโยง e-money กับการใช้ชำระสินค้าและบริการกับธุรกิจในเครือ โดยการฝากเงินสดในระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) ผ่านร้านค้าหรือตู้เติมเงิน และใช้จ่ายผ่านบัตรพลาสติกหรือ Mobile application เช่น เติมเงินเครือข่ายโทรศัพท์ บัตรเติมเกมส์ บัตรโดยสาร บัตรศูนย์อาหาร เป็นต้น จากความสะดวกและช่องทางการชำระเงินที่เกี่ยวข้องกับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ปริมาณการใช้จ่ายผ่าน e-money ได้รับความนิยมมากที่สุดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 33 ของปริมาณการชำระเงินของรายย่อยในปี 2558
ช่วงที่ 2 การแข่งขันการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ : หลังปี 2559 การชำระเงินผ่าน e-money มีบทบาทน้อยลง เนื่องจากภาครัฐมีการวางโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินและโอนเงินแบบทันที ผ่านการผลักดันระบบพร้อมเพย์ ซึ่งทำให้ต้นทุนในการชำระ/โอนเงินทั้งระบบลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ปริมาณการชำระเงินผ่าน Internet Banking และ Mobile application ที่เชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารได้รับความนิยมแทน
ช่วงที่ 3 การแข่งขันด้วยโมเดลธุรกิจ : ผู้ให้บริการ e-money จึงหันมาให้ความสำคัญที่บริการทางการเงินอื่น ๆ หลังส่วนแบ่งในตลาดชำระเงินลดลง สวนทางระบบพร้อมเพย์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยกลุ่ม Non-Bank เปลี่ยนโมเดลธุรกิจมาพัฒนาระบบรับชำระเงินให้แก่ร้านค้าทั่วไปและจับมือกับสถาบันการเงินเพื่อนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินมาให้บริการในแพลตฟอร์ม เช่น เงินฝาก สินเชื่อ ลงทุน ประกัน เป็นต้น
ขณะที่กลุ่มผู้ให้บริการที่เป็นสถาบันการเงิน (Bank) นำเทคโนโลยี e-money มาให้บริการควบคู่กับบริการของสถาบันการเงิน เช่น กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อบริหารเงินสำหรับร้านค้า พอร์ตการลงทุน เป็นต้น ซึ่งสะดวกกว่าการทำผ่านบัญชีธนาคาร อีกทั้งมีการนำ e-money มาเชื่อมโยงบริการและสวัสดิการของรัฐ เช่น จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล จำหน่ายพันธบัตรรัฐบาล และมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐ เป็นต้น
อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของ e-money ในกลุ่ม Bank ที่มีบทบาทสำคัญและกลายเป็นจุดเด่นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ได้แก่ บัตร Travel Card ที่อำนวยความสะดวกและลดต้นทุนค่าธรรมเนียมในการแลกเงินต่างประเทศเพื่อนำไปใช้จ่ายต่างประเทศที่ผ่าน e-wallet ซึ่งเป็นการต่อยอดจากบริการแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศที่ธนาคารทำเป็นประจำ และกลายเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ e-money ในฝั่งผู้ให้บริการที่เป็นสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ จากข้อมูลธปท. ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 พบว่า มูลค่าการชำระเงินผ่าน e-money อยู่ที่ 184,875.59 ล้านบาท แบ่งเป็นผู้ให้บริการที่เป็นสถาบันการเงิน 94,581.50 ล้านบาท และผู้ให้บริการที่มิใช่สถาบันการเงิน (non-bank) 90,294.09 ล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าปี 2568 มูลค่าการชำระเงินผ่าน e-money ยังคงเติบโตสูง โดยในช่วง ม.ค. - พ.ย. 2568 ขยายตัวเกือบเท่าตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดว่าการชำระเงินผ่าน e-money จะมีมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ตามแนวโน้มการเติบโตของผู้ให้บริการที่เป็นสถาบันการเงินที่มีผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ขณะที่กลุ่ม Non-Bank ยังสามารถเติบโตได้จากการขยายเครือข่ายจุดชำระเงินและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้บริการในแพลตฟอร์ม
อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่า มูลค่าการใช้จ่ายที่ชะลอตัวลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อผู้ให้บริการในกลุ่ม Non-Bank ซึ่งทำให้ต้องมีการปรับตัวและปรับโมเดลธุรกิจใหม่เพื่อกระตุ้นมูลค่าการใช้จ่ายผ่าน e-wallet ของตนเอง โดยเริ่มเห็นแนวโน้มการทดลองผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ในโครงการ regulatory sandbox ของ ธปท. เพื่อทดลองการชำระเงินด้วย digital asset หรือรวมถึงบางรายก็เตรียมยกระดับการให้บริการขึ้นเป็นสถาบันกาการเงินแบบไร้สาขา
อย่างไรก็ดี จากนวัตกรรมของระบบชำระเงินที่สะดวกมากขึ้นกลับกลายเป็นช่องทางของมิจฉาชีพและเงินทุนจากธุรกิจผิดกฎหมายใช้เป็นในการฟอกเงินหรือเป็นบัญชีม้า ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา ภาครัฐต้องออกมาตรการจัดการบัญชีม้าและบัญชีต้องสงสัยในภาคธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ e-money และสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของผู้ให้บริการ e-money ในระยะข้างหน้า
สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดมูลค่าการใช้จ่ายผ่าน e-money จะขยับขึ้นไปที่ 2.25 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวร้อยละ 13 ชะลอลงจากที่คาดว่าอาจขยายตัวร้อยละ 88 ในปี 2568 โดยมองว่า แม้ e-money จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ผู้บริโภคหลายกลุ่มใช้ในการทำธุรกรรมชำระเงินรายย่อยผ่านช่องทางดิจิทัลภายใต้แนวโน้มการลดใช้เงินสด และการเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่
แต่อย่างไรก็ดี ธุรกรรมการชำระเงินด้วยเงินอิเล็กทรอนิกส์อาจเติบโตในกรอบจำกัด เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคยังมีความคุ้นชินกับระบบพร้อมเพย์ ประกอบกับยังน่าจะมีการติดตามธุรกรรมต้องสงสัยเพื่อจัดการภัยทางการเงิน ขณะที่ การใช้จ่ายในปีนี้อาจชะลอลงตามทิศทางเศรษฐกิจไทยในภาพรวมด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ระบบพร้อมเพย์ หรือบริการโอนเงินและชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แบบ Real-time ข้ามธนาคารของประเทศไทย สามารถรองรับการทำธุรกรรมผ่าน Any ID โดยไม่จำเป็นต้องทราบเลขที่บัญชีธนาคารของผู้รับเงิน ผู้ใช้งานสามารถโอนเงินหรือชำระเงินผ่านช่องทางที่หลากหลาย อาทิ Mobile Banking, Internet Banking, e-Wallet Application, ATM, CDM, Counter, EDC และ QR Code นั้น ในปีนี้ครบรอบ 9 ปีของการให้บริการอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่เปิดใช้งานในปี 2560
โดยตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา พร้อมเพย์ได้พัฒนาและขยายบทบาทจากระบบโอนเงินข้ามธนาคาร สู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินของประเทศ ที่รองรับการโอนและชำระเงินในชีวิตประจำวันของคนไทยทั้งระบบ และยังเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การโอนเงินระหว่างบุคคล การค้าขายของผู้ประกอบการรายย่อย การชำระค่าสินค้าและบริการ ไปจนถึงการโอนเงินสวัสดิการและมาตรการภาครัฐในระดับประเทศ โดยระบบสามารถรองรับปริมาณธุรกรรมจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ
ข้อมูลจาก บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (National ITMX) ระบุว่าปัจจุบันพร้อมเพย์มีปริมาณธุรกรรมเฉลี่ยมากกว่า 2,000 ล้านรายการต่อเดือน และมีมูลค่าธุรกรรม มากกว่า 4 ล้านล้านบาทต่อเดือน แสดงให้เห็นถึงความถี่และความสำคัญของการใช้งานในชีวิตประจำวัน
โดยเดือนธันวาคม 2568 พร้อมเพย์มีปริมาณธุรกรรมสูงสุดที่ 2,380 ล้านรายการ นับตั้งแต่เปิดบริการ และปัจจุบันมีปริมาณธุรกรรมเติบโต ประมาณร้อยละ 10–15 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน และพร้อมเพย์ทำสถิติ All-time High Transaction Value หรือมีมูลค่าธุรกรรมสูงสุดอยู่ที่ 4.70 ล้านล้านบาท ในเดือนธันวาคม 2568
เนื่องจากเดือนธันวาคมมักเป็นช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเร่งตัวพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการจับจ่ายปลายปี การสะสางบัญชีของภาคธุรกิจ การโอนชำระค่าสินค้าและบริการ การปรับยอดทางการค้า การใช้จ่ายเงินโบนัส รวมถึงพฤติกรรมการโอนเงินระหว่างครอบครัวและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาล
ขณะที่ PromptPay Peak Day — All-time High หรือวันที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 86.78 ล้านรายการ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งตรงกับวันศุกร์ของเดือน และเนื่องจากวันศุกร์มักเป็นช่วงปลายสัปดาห์ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหนาแน่นกว่าวันทำการอื่น ๆ หลายองค์กรเลือกโอนเงินเดือนหรือชำระค่าใช้จ่ายให้พนักงานก่อนเข้าสู่วันหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้เกิดการโอนเงินระหว่างบุคคล การชำระค่าใช้จ่ายประจำเดือน และการจับจ่ายผ่านร้านค้าจำนวนมากพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อยมักเริ่มรอบการชำระเงินหรือเคลียร์ยอดคงค้างหลังสิ้นเดือน ส่งผลให้ธุรกรรมรายย่อยและธุรกรรมเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นในวันเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ การที่วันดังกล่าวเป็นวันทำการ ยังทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินเต็มรูปแบบ ทั้งการค้าขายออนไลน์ การชำระค่าสินค้าและบริการ เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ จึงผลักดันให้จำนวนรายการธุรกรรมพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าพร้อมเพย์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือโอนเงินเฉพาะกิจ แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับจังหวะการหมุนเวียนเงินของคนไทยในวันทำงานจริง ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ข้อมูลการใช้งานตลอดช่วง 9 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า “พร้อมเพย์” ได้ก้าวจากการเป็นบริการโอนเงินที่คนไทยคุ้นเคย ไปสู่บทบาทของโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่รองรับการเคลื่อนไหวของเงินในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ
โดยปัจจุบัน ข้อมูลเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 68 การลงทะเบียนใช้งานพร้อมเพย์ (PromptPay Registration) มีจำนวนรวมกว่า 82 ล้านรายการ โดยเป็นการลงทะเบียนของบุคคลธรรมดาประมาณ 81.8 ล้านรายการ และการลงทะเบียนของนิติบุคคลและองค์กรธุรกิจประมาณ 0.39 ล้านรายการ สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องและการยอมรับในวงกว้างของระบบการชำระเงินดิจิทัล ที่สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างครอบคลุมทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจทั่วประเทศ ช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า พร้อมเพย์ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีทางการเงิน แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเคลื่อนไหวของเงินในระบบเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ และเป็นระบบที่ประชาชนและภาคธุรกิจใช้งานจริงในทุกวัน
บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด ในฐานะผู้พัฒนาและดูแลระบบพร้อมเพย์ระบุว่า ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศให้มีความปลอดภัย เสถียร และพร้อมรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ตอบโจทน์ความต้องการใช้งานของทุกภาคส่วน เพื่อให้พร้อมเพย์ยังคงเป็นระบบการชำระเงินหลักที่อยู่คู่คนไทยและเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
