จับตาให้ดี! ฮ่องกง ท้าชิง ศูนย์กลาง "ทองคำ" ของโลก เตรียมเปิดระบบซื้อขายไม่ระบุแท่ง เป้าสะสม 2,000 ตัน ใน 3 ปี

จับตาฮ่องกง ท้าชิงศูนย์กลาง “ทองคำ” ของโลก จ่อเปิดระบบชำระราคาทองแบบใหม่ ซื้อขายง่าย-ไวขึ้น
ตลาดทองคำโลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง หลังฮ่องกงประกาศเดินหน้าเปิด “ระบบชำระราคาทองคำ” หรือ Gold Clearing System รูปแบบใหม่ ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมวางเป้าหมายชัดเจน ต้องการผลักดันฮ่องกงให้กลายเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำระดับโลก แข่งขันโดยตรงกับลอนดอน นิวยอร์ก ดูไบ และสิงคโปร์
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้น่าสนใจอย่างมาก เพราะไม่ใช่เพียงการสร้างระบบการเงินใหม่ขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังสะท้อน “ยุทธศาสตร์ทองคำ” ของจีนและฮ่องกง ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงกระแสลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ
ระบบทองคำใหม่ของฮ่องกง คล้ายตลาดลอนดอน
รายงานของ Bloomberg ระบุว่า ระบบใหม่นี้จะใช้โครงสร้างคล้ายกับตลาดทองคำลอนดอน ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางซื้อขายทองคำที่ใหญ่ที่สุดของโลก
จุดสำคัญ คือ การเปิดให้ผู้เข้าร่วมสามารถถือ “บัญชีทองคำแบบไม่ระบุแท่ง” หรือ Unallocated Gold Accounts ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และทำให้การซื้อขายเกิดขึ้นได้รวดเร็วมากขึ้น
ระบบดังกล่าวแตกต่างจากการถือทองคำแบบเดิม ที่นักลงทุนต้องถือทองคำแท่งจริง มีหมายเลขกำกับ ต้องมีการจัดเก็บ และมีต้นทุนด้านคลังสินค้า
แต่ระบบแบบไม่ระบุแท่ง ผู้ถือบัญชีจะถือเพียง “สิทธิ์ในทองคำ” แทนการถือแท่งทองจริง
ยกตัวอย่าง นักลงทุนซื้อทองคำ 100 กิโลกรัม แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นทองแท่งหมายเลขใด
ข้อดีของระบบนี้ ได้แก่
* ซื้อขายได้รวดเร็ว
* สภาพคล่องสูง
* ลดต้นทุนขนส่งและเก็บรักษา
* ทำธุรกรรมข้ามประเทศได้ง่ายขึ้น
* เชื่อมต่อระบบการเงินโลกได้สะดวก
รูปแบบนี้เอง คือโมเดลเดียวกับที่ตลาดลอนดอนใช้มานานหลายสิบปี จนกลายเป็นศูนย์กลางทองคำโลกในปัจจุบัน
เป้าหมายใหญ่ เก็บทองคำ 2,000 ตัน ภายใน 3 ปี
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่ฮ่องกงกำลังเร่งเดินหน้า คือ การขยายความสามารถในการเก็บรักษาทองคำให้ได้ถึง 2,000 ตัน ภายใน 3 ปีข้างหน้า
โดยฮ่องกงได้ลงนามความร่วมมือกับ Shanghai Gold Exchange หรือ SGE ซึ่งเป็นตลาดทองคำหลักของจีน และมีปริมาณซื้อขายสูงมาก
SGE ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จีนใช้บริหารตลาดทองคำภายในประเทศ และความร่วมมือครั้งนี้ อาจทำให้ทองคำในจีนแผ่นดินใหญ่เชื่อมต่อกับตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้นผ่านฮ่องกง
ที่ผ่านมา จีนควบคุมการนำเข้าทองคำอย่างเข้มงวด แต่ฮ่องกงมีสถานะพิเศษทางการเงิน ทำให้สามารถเชื่อมเงินทุนโลกเข้ากับจีนได้ง่ายกว่า หรืออาจกลายเป็น “สะพานทองคำ” ระหว่างจีนกับตลาดโลก
ตัวเลข 2,000 ตัน ถือว่าใหญ่มาก เมื่อเทียบกับปริมาณทองคำสำรองของหลายประเทศทั่วโลก การเพิ่มคลังทองขนาดใหญ่ หมายความว่า ฮ่องกงไม่ได้ต้องการเป็นเพียงตลาดซื้อขายทองคำเท่านั้น แต่ต้องการเป็น “ศูนย์กลางเก็บรักษาทองคำ” อีกด้วย เพราะในระบบทองคำโลก การมีคลังเก็บทองขนาดใหญ่ ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของระบบการเงิน
ลอนดอนครองบทบาทศูนย์กลางทองคำโลกมาอย่างยาวนาน ส่วนหนึ่งก็เพราะมีคลังทองมหาศาลรองรับธุรกรรมทั่วโลก และดูเหมือนว่าฮ่องกงกำลังพยายามเดินตามโมเดลเดียวกัน
ดึงยักษ์ใหญ่การเงินโลกเข้าร่วมระบบ
สิ่งที่น่าสนใจ คือ ฮ่องกงไม่ได้สร้างระบบนี้เพียงลำพัง แต่กำลังดึงพันธมิตรจากทั้งธนาคารจีน ธนาคารระดับโลก บริษัทสินค้าโภคภัณฑ์ และธนาคารกลางหลายประเทศเข้ามาร่วมด้วย
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลฮ่องกงเปิดเผยว่า มีธนาคารรวม 11 แห่ง เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการของบริษัทชำระราคาทองคำแห่งใหม่
รายชื่อที่เข้าร่วม เช่น
* Industrial and Commercial Bank of China
* Bank of China
* HSBC
* JPMorgan Chase
* UBS
ที่สำคัญ หลายสถาบันเหล่านี้ ยังเป็นผู้ร่วมดำเนินการระบบชำระราคาทองคำของลอนดอนอยู่ในปัจจุบันด้วย
ทำไม “ทองคำ” ยังสำคัญต่อโลกวันนี้
ตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และทำสถิติสูงสุดใหม่หลายครั้ง หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งสะสมทองคำสำรอง จนแตะระดับสูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ในปี 2568 ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำเกิน 1,000 ตันต่อปี ต่อเนื่องเป็นปีที่สามติดต่อกัน ประเทศที่เข้าซื้อทองคำรายสำคัญ ได้แก่ จีน รัสเซีย อินเดีย ตุรกี และหลายประเทศในตะวันออกกลาง
โลกกำลังเข้าสู่ยุค “ลดพึ่งดอลลาร์” ?
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “de-dollarization” หรือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ
โดยเฉพาะหลังสหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินกับหลายประเทศ ทำให้หลายรัฐบาลเริ่มกังวลว่า การถือครองสินทรัพย์สกุลดอลลาร์มากเกินไป อาจกลายเป็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
ทองคำจึงกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” และสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ ขณะเดียวกัน เอเชียยังเป็นภูมิภาคที่มีการบริโภคทองคำมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะจีนและอินเดีย
ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า จีนและอินเดียรวมกัน มีสัดส่วนการบริโภคทองคำโลกมากกว่า 50% นั่นหมายความว่า แม้ลอนดอนจะยังเป็นศูนย์กลางระบบซื้อขายทองคำโลก แต่ “ดีมานด์จริง” ของทองคำ กลับอยู่ในเอเชียเป็นหลัก
ฮ่องกงจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทองคำโลกได้หรือไม่?
คำถามสำคัญต่อจากนี้ คือ ฮ่องกงจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทองคำโลกได้จริงหรือไม่ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านการลงทุน แต่เป็นการแข่งขันด้านอำนาจทางการเงินของโลก
และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น อาจสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอำนาจตลาดทองคำ จากฝั่งตะวันตก สู่ฝั่งตะวันออก ซึ่งอาจมีความหมายมากกว่าการซื้อขายทองคำเพียงอย่างเดียว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
