THAIรุกขยายฐานรายได้ เข้มรักษาอัตราการทำกำไร

#THAI #ทันหุ้น - THAI เดินหน้าปรับกลยุทธ์ยืดหยุ่น คุมต้นทุนเข้ม พร้อมปรับค่าโดยสารตามภาวะตลาดเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร พร้อมขยายรายได้จากผู้โดยสารต่อเครื่อง ผ่านพันธมิตรกลุ่ม Star Alliance ดัน Load Factor-เพิ่มศักยภาพของฝูงบิน เร่งรับมอบ Airbus A321 เพิ่มความถี่เส้นทางยุโรป-ออสเตรเลีย-เอเชีย-เตรียมลงทุนศูนย์ซ่อมอากาศยาน
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า การบินไทยใช้แนวทางบริหารธุรกิจแบบยืดหยุ่น ทีมบริหารพร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนน้ำมัน, ภาวะการแข่งขัน, หรืออุปสงค์การเดินทาง เพื่อให้การกำหนดราคาและการบริหารเส้นทางบินสอดคล้องกับสภาพตลาด และรักษาระดับผลตอบแทนของบริษัท
@บริหารต้นทุน
ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงยึดหลักการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย (Cost Discipline) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานและความสามารถในการสร้างกำไรอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงครึ่งแรกของปี 2569 หลังออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ
“ความยืดหยุ่นคือหัวใจของการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมการบิน บริษัทจึงติดตามปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และปรับแผนดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แทนการยึดติดกับแผนระยะยาว เพื่อรักษาอัตราการทำกำไรและความสามารถในการแข่งขัน”
นายชาย กล่าวว่า ปัจจุบันรายได้หลักของการบินไทยยังมาจากผู้โดยสารที่เดินทางเข้าและออกประเทศไทย (Point-to-Point) ซึ่งบริษัทจะเดินหน้าขยายรายได้จากผู้โดยสารต่อเครื่อง (Connecting Network) ผ่านการเชื่อมต่อเครือข่ายการบินของพันธมิตรในกลุ่ม Star Alliance เพื่อเพิ่มอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) และใช้ศักยภาพของฝูงบินให้เกิดประโยชน์สูงสุด
@ปรับโครงสร้างราคา
ขณะเดียวกัน บริษัทจะปรับโครงสร้างค่าโดยสารในแต่ละเส้นทางให้สอดคล้องกับต้นทุนและสภาวะตลาด โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมัน พร้อมเพิ่มความถี่ในเส้นทางที่มีศักยภาพ และเปิดให้บริการเส้นทางบินใหม่ เพื่อขยายฐานผู้โดยสารและรองรับความต้องการเดินทางที่เติบโต
ด้านการขยายธุรกิจ บริษัทเตรียมรับมอบเครื่องบิน Airbus A321 เข้าประจำฝูงบินในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับความต้องการเดินทางที่เติบโต โดยงมีแผนเพิ่มความถี่ในเส้นทางที่มีศักยภาพ ทั้งยุโรป ออสเตรเลีย และเอเชีย รวมถึงเปิดเส้นทางบินสู่เมืองใหม่ โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซันตั้งแต่ปลายไตรมาส 4/2569ต่อเนื่องตลอดไตรมาส 1/2570 เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ
พร้อมกันนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งด้าน Hard Product และ Soft Product โดยทยอยปรับปรุงห้องโดยสาร เก้าอี้ และระบบความบันเทิงบนเครื่องบิน เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการ ควบคู่กับการต่อยอดจุดแข็งด้านการบริการบนเครื่อง ทั้งการดูแลผู้โดยสารและการให้บริการของลูกเรือ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของการบินไทย เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
@MRO สร้างรายได้ระยะยาว
สำหรับการลงทุนในธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่อู่ตะเภา บนพื้นที่ 210 ไร่ บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนเบื้องต้นราว 10,000-13,000 ล้านบาท โดยได้จัดสรรงบลงทุนรองรับไว้แล้ว ตามแผนจะเริ่มก่อสร้างในปี 2570 และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 2573
โดยการลงทุนในโครงการ MRO อู่ตะเภา ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ที่มีความมั่นคง ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจสายการบิน พร้อมวางเป้าหมายผลักดันการบินไทยสู่การเป็นศูนย์กลางซ่อมบำรุงอากาศยานระดับภูมิภาค (Regional MRO Hub) เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเสริมศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
