“หายใจเป็นเลือด” ชีวิตเด็กน้อย กลางภัยฝุ่นพิษเชียงใหม่ กับหัวใจคุณแม่ที่แทบแตกสลาย

สถานการณ์ฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ล่าสุด คุณแม่รายหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ออกมาเป็นกระบอกเสียง หลังลูกสาววัย 5 ขวบมีอาการเลือดกำเดาไหลบ่อยและรุนแรงขึ้น จนตัดสินใจโพสต์สะท้อนปัญหา พร้อมเรียกร้องให้เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง และผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดโดยเร็ว
นางปาทนิกา พูนชัย อาชีพค้าขาย เปิดเผยว่า ลูกสาวคือ ด.ญ.ชญานิน สร้อยคำ อายุ 5 ขวบ กำลังจะขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีอาการเลือดกำเดาไหลมาเป็นระยะตั้งแต่ยังเล็ก แต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา อาการเริ่มถี่ขึ้น และบางครั้งเลือดไหลเป็นลิ่ม ทำให้ครอบครัวเริ่มกังวล
“เราคอยถามลูกตลอดว่ามีเวียนหัวหรือเหนื่อยไหม แต่น้องไม่มีอาการอื่น มีแค่เลือดกำเดาไหล ซึ่งช่วงหลังมันบ่อยขึ้นจนเรารู้สึกสงสารลูก เพราะแม้แต่ผู้ใหญ่เองยังรู้สึกว่าอากาศแย่มาก เด็กยิ่งได้รับผลกระทบหนักกว่า” คุณปาทนิกา กล่าว
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ที่ผ่านมา ช่วงเย็น ขณะน้องนั่งรออยู่ในรถ แม่ลงไปซื้ออาหาร เมื่อกลับมาได้ยินเสียงร้องไห้ เปิดประตูรถพบว่าเลือดกำเดาไหลเต็มมือ และไหลออกมาปริมาณมาก แม้น้องจะไม่ได้รู้สึกเจ็บ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ครอบครัวตกใจอย่างมาก
วันรุ่งขึ้นครอบครัวพาน้องไปพบแพทย์ ซึ่งเป็นวันนัดฉีดวัคซีนพอดี แพทย์ตรวจร่างกายและฟังปอด พบว่าน้องยังหายใจได้ปกติ ไม่มีภาวะช็อก อย่างไรก็ตาม ครอบครัวยังคงกังวล และต้องการให้ลูกได้ใช้ชีวิตในสภาพอากาศที่ปลอดภัย
ปาทนิกา กล่าวว่า การตัดสินใจโพสต์เรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อครอบครัวตนเอง แต่ต้องการเป็นกระบอกเสียงให้เด็ก ๆ ในภาคเหนือ เพราะหลายครอบครัวไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือย้ายไปอยู่พื้นที่อากาศดีได้
“บางครอบครัวอาจพาลูกย้ายไปอยู่ที่อื่นได้ แต่หลายคนทำไม่ได้ ก็ต้องทนสูดอากาศแบบนี้ต่อไป เราเลยอยากให้ปัญหานี้ถูกแก้จริง ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดทุกปี”
นอกจากนี้ ปาทนิกา ยังกล่าวถึงความกังวลต่อความล่าช้าของ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ
“ที่ตัดสินใจออกมาพูด เพราะได้ยินว่าร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด อาจจะถูกชะลอออกไปก่อน ทำให้รู้สึกว่าพวกเราต้องรออีกนาน ทั้งที่ปัญหามันกระทบสุขภาพเด็กทุกวัน อยากให้เร่งดำเนินการโดยเร็ว”
พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถูกผลักดันเพื่อกำหนดสิทธิของประชาชนในการหายใจอากาศบริสุทธิ์ พร้อมกำหนดมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเป็นระบบ เช่น
- กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดขึ้น
- จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านการบริหารอากาศสะอาด
- เพิ่มมาตรการควบคุมการเผาในที่โล่งและไฟป่า
- กำหนดความรับผิดชอบของภาครัฐและเอกชน
- เปิดเผยข้อมูลคุณภาพอากาศแบบโปร่งใส
- ให้ประชาชนมีสิทธิร้องเรียนหรือฟ้องร้องเมื่อได้รับผลกระทบ
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะช่วยให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีโครงสร้างชัดเจนมากขึ้น และลดปัญหาที่เกิดซ้ำในภาคเหนือทุกปี
คุณปาทนิกายังฝากถึงผู้มีอำนาจว่า ปัญหาอากาศไม่ได้กระทบเพียงสุขภาพ แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเหนือที่พึ่งพาการท่องเที่ยว
“ถ้าอากาศดี สุขภาพคนก็ดี นักท่องเที่ยวก็มา เศรษฐกิจก็ดี ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด อยากให้เห็นความสำคัญของเด็ก ๆ และอนาคตของคนภาคเหนือค่ะ”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
