รีเซต

Krungthai CIO แนะกลยุทธ์ "Buy on Dip" คัดสินทรัพย์แกร่ง รับตลาดผันผวน และหุ้นโลกนิวไฮ

Krungthai CIO แนะกลยุทธ์ "Buy on Dip" คัดสินทรัพย์แกร่ง รับตลาดผันผวน และหุ้นโลกนิวไฮ
TNN ช่อง16
6 พฤษภาคม 2569 ( 19:15 )

ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์วันที่ 5-8 พ.ค. 69 โดยมองว่าตลาดหุ้นหลักทั่วโลกยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและทำจุดสูงสุดใหม่ (All-time High) ซึ่งได้แรงหนุนหลักจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง 


แต่ยังคงแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์แบบคัดเลือกสินทรัพย์ (Selective) และทยอยสะสมเมื่อราคาปรับฐาน (Buy on Dip) เพื่อสร้างส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) ให้กับพอร์ตการลงทุน ท่ามกลางความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด (Hawkish Hold) และสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง อาจกดดันบรรยากาศการลงทุน



สัปดาห์นี้การคัดเลือกสินทรัพย์รายกลุ่ม Krungthai CIO แนะนำกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว ได้แก่ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และกลุ่มพลังงานแห่งอนาคต เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ที่เพิ่มขึ้น และมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มคุณภาพที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และกลุ่ม Healthcare ซึ่งช่วยเสริมสถียรภาพให้พอร์ตการลงทุน 


รวมถึง ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อนโยบายการคลังเชิงรุกของรัฐบาลใหม่ และแนะนำกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ เช่น REITs ไทย และการถือครองทองคำในสัดส่วน 5-10% ของพอร์ต เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะและความไม่แน่นอนทางการเมืองโลก



ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้งการจ้างงานนอกภาคเกษตรและดัชนีภาคบริการประเทศหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจกระทบราคาพลังงานและเงินเฟ้อโลก 


และยังต้องติดตามวาระการดำรงตำแหน่งของประธานเฟดในช่วงกลางเดือนพ.ค. รวมถึงการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของไทยประจำเดือนเมษายน ซึ่งจะมีผลต่อการประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินในระยะถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง