พื้นที่ชุ่มน้ำอาร์กติกขยายตัว สัญญาณโลกร้อนรุนแรงขึ้น เสี่ยงกระทบสมดุลโลก

งานวิจัยล่าสุดที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Global Change Biology พบว่า นับตั้งแต่ปี 1950 ขอบเขตพื้นที่ “พรุ” หรือพื้นที่ชุ่มน้ำในภูมิภาคอาร์กติกหลายแห่งทั้งฝั่งยุโรปและแคนาดาขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 1 เมตร ต่อปี จากตัวอย่างดินที่นักวิทยาศาสตร์เก็บตัวอย่างไว้บ่งชี้ว่าแนวโน้มการขยายตัวเกิดขึ้นแทบจะทั่วทั้งภูมิภาค
ในช่วงระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยในอาร์กติกเพิ่มขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียส ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนทำให้ฤดูกาลเพาะปลูกยาวนานขึ้น พืชพรรณสามารถเจริญเติบโตได้มากขึ้น รวมถึงพืชบางชนิดอย่างเช่น มอสส์และพืชทนหนาวมีส่วนในการขยายตัวของพื้นที่ชุ่มน้ำให้กว้างออกไป
ปัจจุบันพื้นที่ชุ่มน้ำในภูมิภาคอาร์กติกครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดในรอบ 300 ปี และเกิดอย่างรวดเร็วในช่วงหลังยุคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มสูงขึ้น
แม้ว่าพื้นที่ชุ่มน้ำจะมีส่วนช่วยในการกักเก็บคาร์บอน โดย 3% ของพื้นผิวโลกสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากถึง 600,000 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ทั่วโลก แต่ในกรณีนี้ การขยายตัวของพื้นที่ชุ่มน้ำในภูมิภาคอาร์กติกอาจส่งผลเสียในระยะยาวมากกว่า เนื่องจากพื้นที่ชุมน้ำช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนได้มากขึ้น และช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นเกินจุดวิกฤต พื้นที่ชุ่มน้ำอาจเปลี่ยนจากผู้ดูดซับคาร์บอนเป็นผู้ปล่อยคาร์บอนแทน
การขยายตัวของพื้นที่ชุ่มน้ำตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของระบบนิเวศที่เปราะบาง และจำเป็นต้องได้รับการปกป้องอย่างเร่งด่วน เพื่อไม้ให้สมดุลโลกถูกทำลายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม