"ศึก AI" 2 ขั้วปะทะเดือด ชิงผู้นำโลกใน Super Bowl

การแข่งขันกีฬา Super Bowl เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีมากกว่าชัยชนะของทีม Seattle Seahawks มากกว่าการแสดงในช่วงพักครึ่งของนักร้องดังอย่าง Bad Bunny และโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่ง ฟอร์จูน รายงานว่า งานมหกรรมดังกล่าว ได้ทำให้เห็นภาพความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานระหว่าง OpenAI และ Anthropic ปะทุขึ้น และกลายเป็นการชิงดีชิงเด่นที่อึกทึกมากกว่าเดิม ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ การวางตำแหน่งทางการตลาด และอำนาจ
เป็นครั้งแรกที่ Anthropic ทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปกับโฆษณา Super Bowl หลายชุด ที่เน้นใช้คำแรง เชิงเหน็บแนม เช่นคำว่า ความหลอกลวง (Deception), การทรยศ (Betrayal), การหักหลัง (Treachery) และ การละเมิด (Violation) ซึ่งโฆษณาทุกตัวล้วนใช้สโลแกนเดียวกันว่า
"โฆษณากำลังจะมาถึง AI แต่ไม่ใช่กับ Claude" ชุดโฆษณาดังกล่าว แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อถึง OpenAI โดยตรง แต่นี่คือการโจมตีอย่างเจาะจงไปยังแผนของ OpenAI ที่เตรียมจะขายโฆษณาภายใน ChatGPT
โดย Anthropic ชูจุดยืนว่าพวกเขาจะรักษาแชทบอท Claude ให้ปราศจากโฆษณา
ด้านกลุ่มผู้บริหารของ OpenAI ออกมาตอบโต้ผ่านสาธารณะในทันที เพื่อปกป้องกลยุทธ์ของตน พร้อมกับปล่อยโฆษณา Super Bowl ของตัวเอง ที่มีเนื้อหาจริงจังมากกว่า โดยนำเสนอเครื่องมือ Codex เป็น เอไอ สำหรับกลุ่ม builders หรือนักสร้าง เพื่อตอกย้ำแนวคิดว่าใคร ๆ ก็สามารถสร้างสิ่งต่าง ๆ ได้เองด้วย เอไอ
กลายเป็นกระแสและเกิดความวุ่นวายบน บนโซเชียล มีเดีย ตั้งแต่ก่อนการแข่งขัน ซึ่งความขัดแย้งลุกลามไปถึงการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และเผยแพร่ข้อมูลเท็จ จากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย รายอื่นอีกด้วย
แต่นั่นก็สะท้อนให้เห็นถึงสมรภูมิการแข่งขันที่เปลี่ยนไป จากปกติแล้ว ทั้งคู่จะต่อสู้กันในเรื่องประสิทธิภาพของโมเดลว่าของใครดีกว่ากัน เช่น สัปดาห์ก่อนหน้าทั้งคู่ได้ปล่อย Claude Opus 4.6 และ GPT-5.3-Codex ออกมาพร้อมกัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ ลุกลามไปเป็นการต่อสู้ที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องในเรื่องของ แบรนด์, ความน่าเชื่อถือ, เรื่องเล่าด้านความปลอดภัย และผลสุดท้าย คือตัดสินว่าใครจะได้เป็นผู้กำหนดทิศทางในยุคถัดไปของ เอเจนต์ เอไอ ที่ชาญฉลาด
ด้าน Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ได้ออกมาตอบโต้แคมเปญโฆษณาของ Anthropic อย่างตรงไปตรงมา โดยเรียกโฆษณาเหล่านั้นว่า ตลก แต่ บิดเบือนอย่างชัดเจน
และร่ายยาวบนแพลตฟอร์ม X ว่า Anthropic นำเสนอผลิตภัณฑ์ราคาสูงแก่คนรวย ซึ่งเรายินดีที่พวกเขาทำแบบนั้น และเราเองก็ทำด้วยเช่นกัน แต่เรายังมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า จำเป็นจะต้องนำ เอไอ ไปสู่ผู้คนอีกหลายพันล้านคนที่ไม่มีกำลังพอจะจ่ายค่าสมาชิกได้
ส่วน Anthropic เลือกที่จะปล่อยให้ โฆษณาและข้อความทางการตลาด นั้นเป็นตัวแทนในการพูดแทนบริษัทฯ ซึ่ง Daniela Amodei ประธานของ Anthropic ยืนยันในรายการ Good Morning America ว่าโฆษณาดังกล่าว ไม่ได้มีเจตนาจะสื่อถึง OpenAI หรือบริษัทอื่นใดเลย นอกจากตัวเอง
แต่ในบล็อกโพสต์ที่เผยแพร่พร้อมกับแคมเปญ Super Bowl Anthropic ระบุว่า บริษัทได้ ตัดสินใจเชิงหลักการ ที่จะไม่แสดงลิงก์ สปอนเซอร์ หรือโฆษณาภายในแชตบอท Claude เพราะมองว่า การสนทนาที่ผู้คนมีร่วมกับ LLM มักจะเป็นเรื่องส่วนบุคคล
ทั้งระบุว่า การนำรายละเอียดที่ใกล้ชิดเช่นนี้ ไปใช้เพื่อเสริฟโฆษณา เป็นสิ่งที่ไม่เคารพต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
นอกจากนี้ การเหน็บแนมกันของทั้ง 2 ฝ่ายบนโซเชียล มีเดีย ยังดำเนินต่อไปในช่วงเวลาของการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล โดยหนึ่งในทีมงาน Codex ของ OpenAI เขียนบนแพลตฟอร์ม X ว่า "ผมชอบมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับ เอไอ ของ OpenAI มากกว่ามุมมองเชิงลบที่ Anthropic สื่อผ่านโฆษณา Super Bowl มันเหมือนกับว่าเรามองเห็นอนาคตที่สดใส ที่เรากำลังก่อร่างสร้างอยู่"
และ Greg Brockman ประธาน OpenAI ก็ได้รีโพสต์ข้อความนั้น พร้อมเสริมว่า นี่คือความแตกต่างพื้นฐานในมุมมองต่อ เอไอ ของทั้งสองบริษัท
การตอบโต้กันในที่สาธารณะครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนโทนการสื่อสารของทั้ง 2 บริษัทอย่างชัดเจน ซึ่งในอดีต OpenAI มักหลีกเลี่ยงการเอ่ยชื่อ Anthropic โดยตรง ขณะที่ Anthropic เอง ส่วนใหญ่จะแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะโดยเน้นไปที่หลักการของตนเองมากกว่าจะออกมาจี้จุดบกพร่องของคู่แข่ง
แต่การชิงดีชิงเด่น และความบาดหมางกันระหว่างสตาร์ทอัปที่ได้รับเงินทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งสองราย ยังมีความลึกซึ้งในหลายมิติซ่อนอยู่
โดย Anthropic ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 โดย Dario Amodei น้องสาวของ Daniela ร่วมกับ อดีตพนักงาน OpenAI คนอื่น ๆ ที่แยกตัวออกมาเพราะไม่เห็นด้วยกับเรื่องความปลอดภัย การทำเป็นพาณิชย์ และสไตล์การนำของ Sam Altman แต่การแข่งขันที่ครั้งหนึ่งเคยเน้นไปที่ทิศทางการวิจัยและความสามารถของโมเดล ตอนนี้กำลังดำเนินไปผ่านการเล่าเรื่องที่ขับเคี่ยวกัน ในเรื่องของความไว้วางใจ ความปลอดภัย และวิธีการนำ AI ไปใช้ในการทำงานและการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
แต่ขนาดของทั้งคู่ยังต่างกัน โดย OpenAI มีมูลค่าบริษัทอยู่ประมาณ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีผู้ใช้มากกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก แต่ยังห่างจากการทำกำไร เพราะ ทุ่มเงินอย่างหนักไปกับโครงสร้างพื้นฐาน การประมวลผล และผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค
ส่วน Anthropic ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการระดมทุนที่มีมูลค่าบริษัท ตามรายงานที่ 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้จะมีจำนวนผู้ใช้งานน้อยกว่า แต่ก็สามารถสร้างฐานลูกค้าองค์กรที่แข็งแกร่ง และแจ้งต่อนักลงทุน ว่าจะถึงจุดคุ้มทุนในช่วงปี 2028 ซึ่งเร็วกว่า OpenAI แม้จะยังคงเผาเงินปีละหลายพันล้านดอลลาร์ ก็ตาม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
