รีเซต

Maybank ชี้ Fixed Income มาแรง หุ้น Quality Growth ยังแชมป์ตลาดทุน

Maybank ชี้ Fixed Income มาแรง  หุ้น Quality Growth ยังแชมป์ตลาดทุน
ทันหุ้น
2 พฤษภาคม 2566 ( 14:03 )
82

เมย์แบงก์ ส่งสัญญาณทิศทางการลงทุนทรงตัว แต่สามารถเขย่าตลาดซื้อขายด้วยแรงบวกมากมาย ทั้งอัตราดอกเบี้ยคงที่ จีนเปิดประเทศ และเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยว พร้อมแนะนำนักลงทุนแบ่งสัดส่วนลงทุนกว่าครึ่งไปที่ตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาลและกลุ่มสินทรัพย์ธุรกิจใหญ่เติบโตอย่างมีคุณภาพ และชี้เป้าพฤติกรรมนักลงทุน ยังคงเชื่อมั่นในบริษัทหลักทรัพย์ที่มีพันธมิตรแข็งแกร่งระดับโลก ซึ่งหลังจากประกาศจับมือกับผู้เชี่ยวชาญอย่าง BNY Mellon ทำให้เมย์แบงก์สามารถส่งต่อกลยุทธ์บริหารพอร์ตด้วยประสบการณ์และเครื่องมือสนับสนุนการลงทุนโดยคำนึงถึงเป้าหมายของนักลงทุนเป็นสำคัญ และยังเป็นฐานกำลังที่มีศักยภาพสูงรองรับแผนงานจัดการกองทุนส่วนบุคคล(Private Fund License) ภายในปี 2566 นี้

จากประสบการณ์ดูแลนักลงทุนทั่วโลกในมูลค่าสินทรัพย์กว่า 2.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐในมือ... คาร์เรน ชาง Head of Asia ex Japan Client Solutions แห่ง BNY Mellon ให้ความเห็นถึงสถานการณ์การลงทุนในปีนี้ยังทรงตัว โดยคาดการณ์ว่าแนวทางการขึ้นดอกเบี้ยของ FED น่าจะหยุดลงแล้ว และยังพบว่าที่ผ่านมานักลงทุนหันมาซื้อพันธบัตรมากขึ้นและได้กำไรจากตราสารหนี้ (Bond) 

 

ส่วนภาพรวมของการลงทุนในหุ้นไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยปรับฐานอยู่ในทิศทางเดียวกันในหลายประเทศในโลก ในขณะที่การลงทุนในค่าเงินนั้น พบว่าส่วนต่างของสกุลเงินต่างๆ มีความใกล้เคียงกัน แต่พบว่าสกุลเงินยุโรปถูกกว่า จึงทำให้เห็นโอกาสลงทุนมากกว่า

สำหรับความเสี่ยงหรือปัจจัยที่อาจกระทบกับการลงทุนนั้น ผู้เชี่ยวชาญจาก BNY Mellon เผยว่าปัจจัยภายนอกในต่างประเทศ อย่างสงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจมีผลอยู่บ้างแต่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า และรับมือได้อยู่แล้วแต่อยากให้นักลงทุนจับตาการประกาศอัตราเงินเฟ้อของ FED ตลอดจนคว้าโอกาสจากตลาดจีน ซึ่งเชื่อว่าเมื่อจีนเปิดประเทศ จะมีอิทธิพลและเอื้อประโยชน์ต่อเอเชียทั้งหมดซึ่งพิจารณาได้จากการปริมาณนักท่องเที่ยวจีนที่ออกเดินทางนอกประเทศมากขึ้นตลอดจนพฤติกรรมคนจีนมีเงินออมสูง จึงมีกำลังซื้อสูงด้วยเช่นกัน บวกกับการสานต่ออำนาจบริหารประเทศของสีจิ้นผิงทำให้นโยบายต่างๆ ของจีนจะมีความต่อเนื่อง เกิดเสถียรภาพในการลงทุน

 

ส่วนข้อแนะนำสำหรับนักลงทุนนั้น คาร์เรน ชางเชื่อว่านักลงทุนจะมีโอกาสทำกำไรจากสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยหรือการลงทุนแบบไม่เสี่ยงมากนัก อย่างFixed Income ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาลยกตัวอย่าง ตราสารหนี้ High Yield income ซึ่งออกโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยแนะนำนักลงทุนควรถือครองในระยะยาวเพื่อกระจายความเสี่ยงตลอดจนหุ้นที่มี Quality Growth หรือเป็นบริษัทใหญ่ที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ และสถานะการเงินที่แข็งแรง รวมทั้งพวกกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Tech)แต่ไม่แนะนำหุ้นกลุ่มพลังงาน และธนาคาร เพราะมีความเสี่ยงสูงเกินไป

โดยแนะนำสัดส่วนในการลงทุนที่เหมาะสมนั้นควรอยู่ที่ Fixed Income 50-60 % และหุ้น 40-50% ซึ่งควรบริหารพอร์ตด้วยการใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของตลาด พร้อมเฝ้าระวังและคอยอัพเดทสถานการณ์หรือเหตุการณ์เกินกว่าที่คาดคิด(Event Risk) เพื่อปรับเปลี่ยนพอร์ตของนักลงทุนให้เหมาะสมโดยสามารถสลับสับเปลี่ยนการลงทุนภายในพอร์ตได้อย่างอิสระแต่แนะนำว่าควรรักษาสัดส่วนประเภทการลงทุนไว้ตามเดิม

 

ด้านการลงทุนต่างประเทศนั้น กูรูจากบีเอ็นวาย เมลลอนมองว่าตลาดสหรัฐและญี่ปุ่น มีความน่าสนใจ แต่ไม่แนะนำให้พิจารณาที่ประเทศเท่านั้น เพราะนักลงทุนคสรพิจารณาจาก Core Businessเป็นหลักมากกว่า ส่วนตลาดยุโรปยังมีความผันผวน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารยุโรปที่ไม่เข้มแข็ง ตลอดจนนโยบายและกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่เอื้อให้นักลงทุนมั่นใจ

 

กรณีการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก อาทิ การลงทุนในทองคำและสกุลเงินดิจิทัล ยังมีความผันผวนและกฎหมายไม่แน่นอน ไม่มีงบกระแสเงินสดให้วิเคราะห์อย่างชัดเจนแต่ก็ยังสามารถลงทุนได้ในสัดส่วน 15% อาจจะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ ในขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจในเงื่อนไขและตัวแปรต่างๆ พร้อมพิจารณาจากระยะเวลาในการถือครอง และเป้าหมายทางการเงินของตัวเองตลอดจนรับมือกับมุมมองทางการเงินอย่างรอบด้านด้วย

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของนักลงทุนในปัจจุบัน อภิญญา องค์คุณารักษ์ CFA CAIA  กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นเสริมว่า นักลงทุนมักเลือกลงทุนผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการวางแผนการลงทุนเข้ามาช่วยจัดพอร์ตลงทุนในระยะยาว รวมทั้งมองหาเครื่องมือในการช่วยวิเคราะห์เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนและตอบสนองความต้องการลงทุนในตลาดทุนต่างประเทศ ซึ่งการลงทุนผ่านทีมที่ปรึกษานักลงทุนระดับมืออาชีพที่เข้าใจในตลาดแต่ละประเทศจึงมีความสำคัญอย่างมาก 

 

ทั้งนี้ เพื่อให้นักลงทุนสามารถทำกำไรและบรรลุเป้าหมายทางการเงินอย่างที่ต้องการ เมย์แบงก์จึงอาศัยประสบการณ์กว่า 50 ปี ในการดูแลพอร์ตลงทุนรวมสินทรัพย์กว่า 1.7-1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ 

สร้างผลตอบแทนไปแล้วกว่า 2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 9.9 แสนล้านบาทของ BNY Mellon โดยมุ่งหวังสร้างทางเลือก (Option) ลงทุนทั่วโลกผ่านโมเดลพอร์ตการลงทุนที่เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาวรวมทั้งหมด 10 พอร์ต แบ่งเป็นพอร์ตลงทุนที่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน 5 พอร์ต และพอร์ตลงทุนที่วางแผนตามเป้าหมายของนักลงทุนอีก 5 พอร์ตเริ่มต้นเงินลงทุนที่ 1 ล้านบาทขึ้นไป

 

“เมย์แบงก์และบีเอ็นวาย เมลลอนพร้อมใช้เครื่องมือที่หลากหลายเพื่อสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนไทย เลือกลงทุนในกองทุนต่างประเทศ หุ้น และตราสารหนี้บนพื้นฐานความเสี่ยงที่รับได้และให้เป็นไปตามเป้าหมายทางการเงิน ซึ่งการจับมือกันนอกจากจะเสิร์ฟลูกค้าได้อย่างตรงจุด และช่วยแนะนำแผนการลงทุนที่หลากหลายให้กับลูกค้านักลงทุนแล้วยังช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งของเมย์แบงก์ในการ Investment Firm ที่สามาถตอบโจทย์ครบจบในที่เดียว ตอกย้ำศักยภาพที่เพิ่มมากขึ้นรองรับบทบาท Private Fund License ภายในสิ้นปี 2566 อีกด้วย”อภิญญา กล่าว

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง