PTTEPลั่นปี69ยอดนิวไฮ เน้นขยาย‘ไทย-เมียนมา’

#PTTEP #ทันหุ้น - PTTEP เป้าปริมาณขายปี 2569 แตะ 5.6 แสนบาร์เรล นิวไฮต่อเนื่อง ส่วน 5 ปีหวังโตเฉลี่ย 3-4% ปีนี้เน้นการหาโอกาสในพื้นที่ใกล้ประเทศไทยชี้ต้นทุนต่ำกว่า-เสี่ยงน้อยกว่า ตั้งงบลงทุนปี 2569-2573 กว่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ราว 64% เพื่อรักษาฐานการผลิตในไทย-เมียนมา พร้อมให้ความสำคัญรักษ์โลกทั้งโครงการคาร์บอนเครดิต และพลังงานสะอาด
นายเสริมศักดิ์ สัจจะวรรณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการเงิน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผยว่า หลังจากปี 2568 บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ถือเป็นความสำเร็จด้วยปริมาณการขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (Record High) ที่ 510,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อนหน้า
@กลยุทธ์ปี 69
ในปี 2569 กลยุทธ์ผลักดันการเติบโตต่อเนื่อง จะเน้น "Coming Home" คือ การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญหรืออยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักใกล้ประเทศไทยที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว โดยกลยุทธ์นี้เน้นการรักษาฐานการผลิตในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซียและเมียนมา ที่เป็นแหล่งพลังงานหลักที่ส่งก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง อีกทั้งถือเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้ได้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำและมีความเสี่ยงในการดำเนินงานน้อยกว่าการไปบุกเบิกพื้นที่ใหม่ทั้งหมด
สำหรับตัวอย่าง Coming Home ที่ PTTEP ประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมาได้แก่ โครงการสินภูฮ่อม: ซื้อหุ้นเพิ่มอีก 10% ทำให้มีสัดส่วนถือหุ้นรวมเป็น 90%, โครงการ MTJDA A18 (พื้นที่พัฒนา ร่วมไทย-มาเลเซีย) เข้าถือสัดส่วน 50%, โครงการ SK408 ในมาเลเซีย เข้าซื้อสัดส่วนทางอ้อมเพิ่มเติมประมาณ 10% เป็นต้น
ส่วนแผนลงทุน 5 ปี (2569-2573) วางงบประมาณกว่า 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็น 64% เพื่อรักษาฐานการผลิตในไทยและเมียนมา และ 36% เพื่อขยายการลงทุนในต่างประเทศในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
@น้ำมันดิบปีนี้ 70 ดอลล์
ขณะที่ปีนี้คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ในช่วง 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งหากราคาน้ำมันเปลี่ยนไป 1 ดอลลาร์ จะกระทบกำไรบริษัทประมาณ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้านการให้ความสำคัญดูแลสิ่งแวดล้อมมีทั้ง โครงการ Arthit CCS ที่ดำเนินการนอกชายฝั่งแห่งแรกของประเทศไทยในอ่าวไทย บริษัทได้ทำการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ไปแล้วในปี 2568 และคาดว่าจะเริ่มฉีดกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปี 2571 โครงการนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดถึง 1 ล้านตันต่อปี, Eastern CCS Hub เป็นโครงการความร่วมมือในกลุ่ม ปตท. เพื่อสร้างศูนย์รวมการกักเก็บก๊าซคาร์บอนในพื้นที่ภาคตะวันออก ในระยะแรกโครงการนี้ร่วมกับ Arthit CCS จะช่วยลดคาร์บอนได้ถึง 11 ล้านตันต่อปี
นอกจากนี้บริษัทขยายพอร์ตการลงทุนไปยังพลังงานสะอาดเพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อเนื่องเช่น โครงการ Seagreen Offshore Wind Farm และ โครงการ Lan Sang Arun เป็นต้น อีกทั้งจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยบริหารจัดการคาร์บอนผ่านบริษัทลูกต่างๆ ด้วย
อนึ่ง ปตท.สผ. วางแผนลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งเป้าลดลง 30% ภายในปี 2573 และ 50% ภายในปี 2583 (เมื่อเทียบกับปีฐาน 63), ผ่านแนวทาง Avoid, Mitigate และ Offset เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน, การนำก๊าซส่วนเกินกลับมาใช้ และการปลูกป่า
นายณัฐพล เตชะวรพร ผู้จัดการแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผยว่า คาดการณ์ปริมาณการขายในปี 2569 จะเติบโตขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยมาจากปริมาณการขายปีนี้สนับสนุนจากผลดีรับรู้ปริมาณการขายจากโครงการที่เข้าซื้อกิจการ (M&A) ในปี 2568 ได้เต็มปีในปี 2569 และปีนี้น่าจะมีความต้องการก๊าซในอ่าวไทยมากขึ้นด้วย อีกทั้งการซ่อมบำรุงที่ลดลงในอ่าวไทย ขณะที่แผนการเติบระยะยาว ช่วงปี 2569-2573 บริษัทที่ตั้งเป้าอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ของปริมาณการขายไว้ที่ 3-4% ต่อปี
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
