ธอส.พุ่งเป้าสินเชื่อใหม่โต ลุ้นมาตรการภาษีกระตุ้น

#ธอส. #อสังหา #ทันหุ้น - ธอส.ประเมินภาพอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวรับผ่อนเกณฑ์ LTV ตั้งเป้ายอดปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2568 ที่ 2.4แสนล้านบาท คุม NPL ไม่เกิน 5%ด้านนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยรอมาตรการลดค่าโอน - จดจำนองเหลือ 0.01%เข้ามากระตุ้นยอดโอนช่วงไตรมาส 2/2568 โบรกยังมองนโยบายรัฐหนุนกลุ่มอสังหาฯ
นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. เปิดเผยว่า ธอส. ตั้งเป้ายอดปล่อยสินเชื่อใหม่ ไม่น้อยกว่า 240,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% จากปี 2567 ที่ปล่อยสินเชื่อได้ 236,000ล้านบาท โดยยังคงดำเนินโครงการภายใต้นโยบายของรัฐที่ยังมีวงเงินคงค้าง 2โครงการ ประกอบด้วย 1.มาตรการซื้อ ซ่อม สร้าง ราว 5.5หมื่นล้านบาท และ 2.โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ประกันตน มาตรา 39 33 และ 40 รวมถึงโครงการของธอส.เองที่ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ จะยังคงสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อให้กับผู้ประกบการฯ เพื่อการลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ การใช้พลังงานทดแทน มีการนำเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Green Loan เข้ามาสนับสนุนในการก่อสร้าง โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อในกลุ่มนี้ประมาณ 13,000ล้านบาท โดยจะควบคุมสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เฉลี่ยทั้งปี 2568 ในกรอบไม่เกิน 5%
ลุ้นมาตรการภาษี
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายในปี 2568มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องหลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (เกณฑ์ LTV) ให้สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ 100%ของมูลค่าหลักประกันตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1เป็นต้นไป สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1พฤษภาคม 2568 ถึงวันที่ 30มิถุนายน 2569
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณานำมาตรการภาษี ลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ จากปกติ 2% เหลือ 0.01%และลดค่าธรรมเนียมค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ อันเนื่องมาจากการจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวในคราวเดียวกัน จากปกติ 1% เหลือ 0.01%สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ที่ราคาไม่เกิน 7ล้านบาทกลับมาประกาศใช้ เบื้องต้นคาดว่าจะมีความชัดเจนก่อนการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะมีผลบังคับใช้ในไตรมาส 2/2568
“เมื่อทั้ง 2มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้จะช่วยกระตุ้นยอดโอนกรรมสิทธิ์โครงการได้อย่างมีนัยสำคัญ คำนวนจากมูลค่าบ้าน 3ล้านบาทผู้ซื้อสามารถประหยัดเงินได้ราว 3แสนบาท ดังนั้นหากมีผลให้ทางปฏิบัติพร้อมกันในไตรมาส 2/2568จะกระตุ้นยอดโอนกรรมสิทธ์โครงการที่ขายแล้วรอโอนได้เป็นอันดับแรก และกระตุ้นยอดขายใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังได้เพราะก็จะไปโอนในปี 2569ซึ่งก็จะเห็นอีกครั้งช่วงที่ใกล้สินสุดมาตรการ”
ชู AP ORI SPALI
นายสรพงษ์ จักรธีรังกูร ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวคาดการณ์กรณีที่รัฐบาล และธปท.ดำเนินมาตรการกระตุ้นกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ ว่า มีแนวโน้มจะกระตุ้นยอดขายใหม่ให้เร่งตัวขึ้นได้ราว 10-15% ทั้งนี้ยังคงมุมมองเป็นกลางต่อหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ลงทุนในระยะยาว เนื่องจากหลายบริษัทมีสิทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน (Asset Backed) ที่แข็งแกร่ง และราคาหุ้นต่ำกว่า Book Value มาก รวมถึงมีอัตราเงินปันผลที่น่าสนใจ โดยนักลงทุนอาจรอซื้อเมื่อเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ในหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวอาทิ AP, ORI, SPALI
“สำหรับนักลงทุนระยะยาวอาจพิจารณาเข้าลงทุนในขณะนี้ โดยมองว่าตลาดได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และถือรอการฟื้นตัวของตลาด เพื่อโอกาสในการได้รับทั้ง ส่วนต่างราคาหุ้น (Capital Gain) และ เงินปันผล ที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตหากบริษัทมีกำไรดีขึ้น สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความชัดเจนมากขึ้น รอให้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานที่ชัดเจน ก่อนตัดสินใจลงทุน แม้ว่าจะต้องซื้อในราคาที่สูงขึ้น แต่จะช่วยลดความเสี่ยงได้ โดยพิจารณาเข้าซื้อเมื่อมีการประกาศผลประกอบการของไตรมาสที่ 1 หรือไตรมาสที่ 2 ซึ่งน่าจะสะท้อนผลของมาตรการ LTV ได้บ้าง”