รีเซต

"เจ็บแน่นหน้าอก" อย่านอนใจ สัญญาณอันตราย หลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน

"เจ็บแน่นหน้าอก" อย่านอนใจ  สัญญาณอันตราย หลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน
TNN ช่อง16
18 กรกฎาคม 2569 ( 14:48 )
16

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome: ACS) เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทยและประชากรทั่วโลก แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้า แต่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยยังมาถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป หรือในบางรายอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการเครียด วิตกกังวล หรือปวดกล้ามเนื้อธรรมดา ทั้งที่แท้จริงแล้วหัวใจกำลังขาดเลือด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

สถาบันทรวงอก จึงเผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาณเตือน แนวทางการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน เพื่อให้ประชาชนสามารถสังเกตอาการและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

หลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน คืออะไร?

หัวใจของคนเรามีหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery) จำนวน 3 เส้นหลัก ทำหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ

เมื่อมีไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดจนเกิดการตีบแคบ และคราบไขมันเกิดการแตก ร่างกายจะสร้างลิ่มเลือดขึ้นมาอุดตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ เกิดเป็น ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า "หัวใจวาย" ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจเสียชีวิตภายในเวลาไม่นาน

อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

อาการที่พบบ่อยของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน ได้แก่

- แน่น หนัก อึดอัด หรือบีบรัดบริเวณกลางหน้าอก ไม่ใช่อาการเจ็บแปลบเหมือนเข็มแทง แต่เป็นความรู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับ

- อาการปวดร้าวไปที่แขน ไหล่ คอ กราม หรือหลัง โดยเฉพาะแขนซ้าย

- เหงื่อแตกมากผิดปกติ ร่วมกับหน้าซีด ตัวเย็น

- เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น โดยเฉพาะขณะออกแรง

- คลื่นไส้ อาเจียน หรือเวียนศีรษะ ซึ่งบางรายอาจมีเพียงอาการเหล่านี้โดยไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน

- อาการต่อเนื่องนานกว่า 15-20 นาที และไม่ดีขึ้นแม้หยุดพัก

ผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวาน อาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอก

สถาบันทรวงอกระบุว่า ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาจแสดงอาการไม่ชัดเจน เช่น

- เหนื่อยง่ายผิดปกติ

- หายใจไม่อิ่ม

- แน่นหน้าอกเพียงเล็กน้อย

- อ่อนเพลียมากโดยไม่ทราบสาเหตุ

หากเกิดอาการดังกล่าวในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ทันที

นอกจากนี้ ยังย้ำว่า อายุน้อยไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เพราะปัจจัยเสี่ยงอย่างไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ความเครียด โรคอ้วน และพันธุกรรม สามารถทำให้เกิดโรคในคนอายุเพียง 30 ปีเศษได้เช่นกัน

หากสงสัยภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน ควรได้รับการตรวจ EKG 12 Leads เพื่อช่วยในการวินิจฉัย

แนวทางการวินิจฉัยตามมาตรฐาน

เมื่อผู้ป่วยมาด้วยอาการที่เข้าได้กับภาวะหัวใจขาดเลือด แนวทางการดูแลที่เป็นมาตรฐานทางการแพทย์ ประกอบด้วย

- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG) ภายใน 10 นาทีแรก หลังมาถึงห้องฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการตรวจที่ทำได้รวดเร็ว ไม่เจ็บ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัย

- ตรวจเลือดหาเอนไซม์หัวใจ (Troponin) เพื่อประเมินว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจเสียหายหรือไม่ โดยอาจต้องตรวจซ้ำตามระยะเวลาที่เหมาะสม

- ซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะอาการ ระยะเวลาที่เกิดอาการ ปัจจัยกระตุ้น รวมถึงปัจจัยเสี่ยง เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ และประวัติคนในครอบครัว

- ตรวจร่างกายพื้นฐาน รวมถึงการฟังเสียงหัวใจและปอด พร้อมวัดสัญญาณชีพ

- ตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) ซึ่งสามารถทำได้ข้างเตียงผู้ป่วย เป็นการตรวจด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ที่ไม่เจ็บ ช่วยประเมินการทำงานของหัวใจ รวมถึงช่วยวินิจฉัยแยกโรคและตรวจหาภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัวใจขาดเลือด

ประเด็นสำคัญ

สถาบันทรวงอกเน้นย้ำว่า การตรวจ EKG เป็นการตรวจแรกที่ควรทำทันทีเมื่อสงสัยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และหากอาการเข้าได้กับโรค แม้ยังไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้ แพทย์ควรพิจารณาส่งต่อผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ หรือรับผู้ป่วยไว้สังเกตอาการ

แนวทางการรักษา

การรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและชนิดของโรค โดยแบ่งเป็น

การรักษาเบื้องต้นในภาวะฉุกเฉิน

- ให้ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน

- ให้ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ

- ให้ยาบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก

- ให้ออกซิเจนตามความจำเป็น

- ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่อง

การรักษาเฉพาะทาง

- การสวนหัวใจและขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนพร้อมใส่ขดลวด (Primary PCI) ซึ่งเป็นมาตรฐานการรักษาในปัจจุบัน ยิ่งทำได้เร็ว กล้ามเนื้อหัวใจยิ่งเสียหายน้อย

- การให้ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic Therapy) ในกรณีที่ไม่สามารถทำ PCI ได้ทันเวลา

- การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG หรือบายพาส) ในผู้ป่วยที่มีการตีบหลายเส้นหรือมีความซับซ้อนของโรค

การดูแลหลังรักษา ต้องทำต่อเนื่องตลอดชีวิต

การรักษาไม่ได้สิ้นสุดเมื่อออกจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน และยาควบคุมความดันโลหิต ห้ามหยุดยาเอง

- งดสูบบุหรี่

- ลดอาหารไขมันสูงและอาหารเค็ม

- ออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์

- ควบคุมโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง

- เข้าร่วมโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจ (Cardiac Rehabilitation) หากแพทย์แนะนำ


หากสงสัยหัวใจขาดเลือด อย่ารอดูอาการ

สถาบันทรวงอกแนะนำว่า หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือสงสัยภาวะหัวใจขาดเลือด ควรรีบโทร สายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 เพื่อให้ทีมกู้ชีพเข้าช่วยเหลือ เนื่องจากรถพยาบาลมีอุปกรณ์และสามารถส่งข้อมูลให้แพทย์โรคหัวใจเตรียมการรักษาได้ทันที

สำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับการสวนหัวใจ ควรได้รับการทำ Primary PCI ภายใน 120 นาที นับจากได้รับการวินิจฉัย หรือหากอยู่ในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพพร้อม ควรดำเนินการ ภายใน 90 นาที

ในกรณีที่ไม่สามารถส่งต่อเพื่อทำ PCI ได้ภายในเวลาที่กำหนด แพทย์จะพิจารณาให้ ยาละลายลิ่มเลือด โดยควรเริ่มให้ภายใน 10-30 นาที หลังตัดสินใจรักษา

ทุกนาทีที่เสียไป คือกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายลง

สถาบันทรวงอกย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ละเลยอาการ หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการ เจ็บแน่นหน้าอก ร้าวไปกราม คอ ไหล่ หรือแขนซ้าย ร่วมกับเหงื่อแตก ตัวเย็น หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม อย่ารอดูอาการอยู่ที่บ้าน แต่ควรรีบโทร 1669 และเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด

เพราะ ทุกนาทีที่สูญเสียไป คือกล้ามเนื้อหัวใจที่กำลังตายลง และยิ่งได้รับการวินิจฉัยและรักษาเร็วเท่าใด โอกาสรอดชีวิตและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติก็จะยิ่งสูงขึ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง