"เจ็บแน่นหน้าอก" อย่านอนใจ สัญญาณอันตราย หลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome: ACS) เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทยและประชากรทั่วโลก แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้า แต่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยยังมาถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป หรือในบางรายอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการเครียด วิตกกังวล หรือปวดกล้ามเนื้อธรรมดา ทั้งที่แท้จริงแล้วหัวใจกำลังขาดเลือด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
สถาบันทรวงอก จึงเผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาณเตือน แนวทางการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน เพื่อให้ประชาชนสามารถสังเกตอาการและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที
หลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน คืออะไร?
หัวใจของคนเรามีหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery) จำนวน 3 เส้นหลัก ทำหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
เมื่อมีไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดจนเกิดการตีบแคบ และคราบไขมันเกิดการแตก ร่างกายจะสร้างลิ่มเลือดขึ้นมาอุดตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ เกิดเป็น ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า "หัวใจวาย" ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจเสียชีวิตภายในเวลาไม่นาน
อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
อาการที่พบบ่อยของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน ได้แก่
- แน่น หนัก อึดอัด หรือบีบรัดบริเวณกลางหน้าอก ไม่ใช่อาการเจ็บแปลบเหมือนเข็มแทง แต่เป็นความรู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับ
- อาการปวดร้าวไปที่แขน ไหล่ คอ กราม หรือหลัง โดยเฉพาะแขนซ้าย
- เหงื่อแตกมากผิดปกติ ร่วมกับหน้าซีด ตัวเย็น
- เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น โดยเฉพาะขณะออกแรง
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือเวียนศีรษะ ซึ่งบางรายอาจมีเพียงอาการเหล่านี้โดยไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน
- อาการต่อเนื่องนานกว่า 15-20 นาที และไม่ดีขึ้นแม้หยุดพัก
ผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวาน อาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอก
สถาบันทรวงอกระบุว่า ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาจแสดงอาการไม่ชัดเจน เช่น
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ
- หายใจไม่อิ่ม
- แน่นหน้าอกเพียงเล็กน้อย
- อ่อนเพลียมากโดยไม่ทราบสาเหตุ
หากเกิดอาการดังกล่าวในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ทันที
นอกจากนี้ ยังย้ำว่า อายุน้อยไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เพราะปัจจัยเสี่ยงอย่างไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ความเครียด โรคอ้วน และพันธุกรรม สามารถทำให้เกิดโรคในคนอายุเพียง 30 ปีเศษได้เช่นกัน
หากสงสัยภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน ควรได้รับการตรวจ EKG 12 Leads เพื่อช่วยในการวินิจฉัย
แนวทางการวินิจฉัยตามมาตรฐาน
เมื่อผู้ป่วยมาด้วยอาการที่เข้าได้กับภาวะหัวใจขาดเลือด แนวทางการดูแลที่เป็นมาตรฐานทางการแพทย์ ประกอบด้วย
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG) ภายใน 10 นาทีแรก หลังมาถึงห้องฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการตรวจที่ทำได้รวดเร็ว ไม่เจ็บ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัย
- ตรวจเลือดหาเอนไซม์หัวใจ (Troponin) เพื่อประเมินว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจเสียหายหรือไม่ โดยอาจต้องตรวจซ้ำตามระยะเวลาที่เหมาะสม
- ซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะอาการ ระยะเวลาที่เกิดอาการ ปัจจัยกระตุ้น รวมถึงปัจจัยเสี่ยง เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ และประวัติคนในครอบครัว
- ตรวจร่างกายพื้นฐาน รวมถึงการฟังเสียงหัวใจและปอด พร้อมวัดสัญญาณชีพ
- ตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) ซึ่งสามารถทำได้ข้างเตียงผู้ป่วย เป็นการตรวจด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ที่ไม่เจ็บ ช่วยประเมินการทำงานของหัวใจ รวมถึงช่วยวินิจฉัยแยกโรคและตรวจหาภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัวใจขาดเลือด
ประเด็นสำคัญ
สถาบันทรวงอกเน้นย้ำว่า การตรวจ EKG เป็นการตรวจแรกที่ควรทำทันทีเมื่อสงสัยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และหากอาการเข้าได้กับโรค แม้ยังไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้ แพทย์ควรพิจารณาส่งต่อผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ หรือรับผู้ป่วยไว้สังเกตอาการ
แนวทางการรักษา
การรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและชนิดของโรค โดยแบ่งเป็น
การรักษาเบื้องต้นในภาวะฉุกเฉิน
- ให้ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน
- ให้ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ
- ให้ยาบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก
- ให้ออกซิเจนตามความจำเป็น
- ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่อง
การรักษาเฉพาะทาง
- การสวนหัวใจและขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนพร้อมใส่ขดลวด (Primary PCI) ซึ่งเป็นมาตรฐานการรักษาในปัจจุบัน ยิ่งทำได้เร็ว กล้ามเนื้อหัวใจยิ่งเสียหายน้อย
- การให้ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic Therapy) ในกรณีที่ไม่สามารถทำ PCI ได้ทันเวลา
- การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG หรือบายพาส) ในผู้ป่วยที่มีการตีบหลายเส้นหรือมีความซับซ้อนของโรค
การดูแลหลังรักษา ต้องทำต่อเนื่องตลอดชีวิต
การรักษาไม่ได้สิ้นสุดเมื่อออกจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน และยาควบคุมความดันโลหิต ห้ามหยุดยาเอง
- งดสูบบุหรี่
- ลดอาหารไขมันสูงและอาหารเค็ม
- ออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์
- ควบคุมโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
- เข้าร่วมโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจ (Cardiac Rehabilitation) หากแพทย์แนะนำ
หากสงสัยหัวใจขาดเลือด อย่ารอดูอาการ
สถาบันทรวงอกแนะนำว่า หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือสงสัยภาวะหัวใจขาดเลือด ควรรีบโทร สายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 เพื่อให้ทีมกู้ชีพเข้าช่วยเหลือ เนื่องจากรถพยาบาลมีอุปกรณ์และสามารถส่งข้อมูลให้แพทย์โรคหัวใจเตรียมการรักษาได้ทันที
สำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับการสวนหัวใจ ควรได้รับการทำ Primary PCI ภายใน 120 นาที นับจากได้รับการวินิจฉัย หรือหากอยู่ในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพพร้อม ควรดำเนินการ ภายใน 90 นาที
ในกรณีที่ไม่สามารถส่งต่อเพื่อทำ PCI ได้ภายในเวลาที่กำหนด แพทย์จะพิจารณาให้ ยาละลายลิ่มเลือด โดยควรเริ่มให้ภายใน 10-30 นาที หลังตัดสินใจรักษา
ทุกนาทีที่เสียไป คือกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายลง
สถาบันทรวงอกย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ละเลยอาการ หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการ เจ็บแน่นหน้าอก ร้าวไปกราม คอ ไหล่ หรือแขนซ้าย ร่วมกับเหงื่อแตก ตัวเย็น หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม อย่ารอดูอาการอยู่ที่บ้าน แต่ควรรีบโทร 1669 และเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด
เพราะ ทุกนาทีที่สูญเสียไป คือกล้ามเนื้อหัวใจที่กำลังตายลง และยิ่งได้รับการวินิจฉัยและรักษาเร็วเท่าใด โอกาสรอดชีวิตและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติก็จะยิ่งสูงขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
