รีเซต

ไขข้อสงสัย “ใช้อาวุธกับผู้บุกรุก” ป้องกันตัวได้ไหม? หรือมีความผิด

ไขข้อสงสัย “ใช้อาวุธกับผู้บุกรุก”  ป้องกันตัวได้ไหม? หรือมีความผิด
TNN ช่อง16
12 สิงหาคม 2569 ( 18:01 )

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ชี้แจงกรณีการนำคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเหตุผู้บุกรุกเข้าไปในบ้านพักและถูกใช้อาวุธปืน จนเสียชีวิตไปเผยแพร่และตีความบนสื่อสังคมออนไลน์ ย้ำว่าเมื่อมีผู้เสียชีวิตจากการถูกยิง  โดยประเด็นนี้ ตำรวจต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม ไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าผู้ยิงมีความผิดหรือเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “เจ้าของบ้านมีสิทธิป้องกันตัวหรือไม่” แต่ต้องพิจารณาว่า การใช้กำลังหรืออาวุธปืนในขณะเกิดเหตุอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่อง “การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68

สตช.ชี้ ยิงผู้บุกรุกเสียชีวิต ต้องตรวจสอบก่อน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยไม่สามารถตัดสินล่วงหน้าได้ทันทีว่าผู้ยิงมีความผิดหรือไม่

ตามประมวลกฎหมายอาญา การใช้อาวุธปืนยิงบุคคลอื่นโดยเจตนาและเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดยหลักถือเป็นการกระทำที่กฎหมายกำหนดเป็นความผิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องให้มีข้อยกเว้นในกรณี “การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย” ตามมาตรา 68

หลักสำคัญคือ ผู้กระทำต้องมีความจำเป็นในการป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และภยันตรายนั้นต้องเป็นอันตรายที่ใกล้จะถึง ขณะที่การตอบโต้ต้องพอสมควรแก่เหตุ จึงจะเข้าข่ายการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

“ผู้บุกรุก” ไม่ได้แปลว่าใช้ปืนยิงได้ทุกกรณี

ประเด็นที่ถูกนำไปถกเถียงบนโลกออนไลน์คือ หากมีผู้บุกรุกเข้าบ้าน เจ้าของบ้านสามารถใช้อาวุธปืนยิงได้หรือไม่

สตช.ระบุว่า ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี เพราะการมีผู้บุกรุกไม่ได้หมายความว่าการใช้อาวุธปืนทุกลักษณะจะถือเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ ขณะเกิดเหตุมีภยันตรายที่ใกล้จะถึงหรือไม่ ผู้บุกรุกมีพฤติการณ์อย่างไร และการตอบโต้ของเจ้าของบ้านมีความจำเป็นและพอสมควรแก่เหตุหรือไม่

หากภยันตรายยังเกิดขึ้นและมีความจำเป็นต้องป้องกันตนเองหรือผู้อื่น การกระทำอาจเข้าข่ายการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้ แต่หากภยันตรายสิ้นสุดลงแล้ว หรือไม่มีอันตรายที่ใกล้จะถึงอีกต่อไป แล้วมีการติดตามไปใช้กำลังหรือใช้อาวุธ การพิจารณาทางกฎหมายก็จะเปลี่ยนไปตามข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ หากผู้กระทำอยู่ในภาวะตื่นเต้น ตกใจ หรือหวาดกลัว ศาลก็จะพิจารณาพฤติการณ์และข้อเท็จจริงของแต่ละคดีประกอบด้วย

ตำรวจต้องตรวจอะไรบ้าง เมื่อมีคนถูกยิงเสียชีวิต?

เมื่อเกิดเหตุยิงกันจนมีผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถอาศัยเพียงคำกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการสรุปคดี แต่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน

กระบวนการตรวจสอบจะครอบคลุมดังนี้

- ตรวจสถานที่เกิดเหตุและสภาพแวดล้อม

- รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

- ตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

- สอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้อง

- ตรวจสอบพฤติการณ์ของผู้เสียชีวิตก่อนเกิดเหตุ

- ตรวจสอบว่าขณะใช้อาวุธมีภยันตรายที่ใกล้จะถึงหรือไม่

- พิจารณาว่าการตอบโต้ของผู้ใช้อาวุธพอสมควรแก่เหตุหรือไม่

การสอบสวนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าตำรวจตัดสินว่าเจ้าของบ้านเป็นฝ่ายผิด แต่เป็นขั้นตอนตามกฎหมายเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงและสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย

หลังจากนั้น การวินิจฉัยคดีจะดำเนินไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และหากคดีเข้าสู่การพิจารณา ศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมด

สาระสำคัญไม่ใช่ “ห้ามป้องกันตัว” แต่ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย

สตช.ย้ำว่า สาระสำคัญของคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีไม่ได้หมายความว่า “ผู้บุกรุกเข้าบ้านแล้วเจ้าของบ้านไม่มีสิทธิป้องกันตัว”

แต่เป็นการย้ำว่า เมื่อการใช้กำลังทำให้มีผู้เสียชีวิต ต้องตรวจสอบก่อนว่าการกระทำนั้นเข้าข่ายกรณีใด ได้แก่

1. การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
หากมีภยันตรายที่ใกล้จะถึงและการตอบโต้มีความพอสมควรแก่เหตุ

2. การป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ
หากมีเหตุให้ป้องกันได้ แต่ลักษณะหรือระดับของการตอบโต้เกินกว่าความจำเป็น

3. การกระทำที่เป็นความผิดตามกฎหมาย
หากไม่เข้าเงื่อนไขของการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

ดังนั้น คำว่า “ป้องกันตัว” ไม่ได้ทำให้การใช้อาวุธปืนพ้นจากการตรวจสอบโดยอัตโนมัติ แต่ต้องดูเหตุการณ์จริงและพยานหลักฐานเป็นสำคัญ

เตือนชัด! พกปืนออกที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นผิดกฎหมาย

นอกจากประเด็นการป้องกันตัวแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังย้ำมาตรการลดเหตุรุนแรงในสังคมตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

โดยกำชับว่า ห้ามพกพาอาวุธปืนออกนอกบ้าน เข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควรหรือความจำเป็นเร่งด่วน และเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวด

ประชาชนจึงควรแยกให้ออกระหว่าง “สิทธิในการป้องกันตนเอง” กับ “การพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ” เพราะเป็นคนละประเด็นกัน การมีสิทธิป้องกันตนเองตามกฎหมายไม่ได้หมายความว่าสามารถพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะได้โดยไม่มีเหตุอันควร

สรุป

หลักสำคัญจากคำชี้แจงของ สตช. คือ เจ้าของบ้านมีสิทธิในการป้องกันตนเองและผู้อื่นตามกรอบของกฎหมาย แต่เมื่อการป้องกันทำให้มีผู้เสียชีวิต เหตุการณ์ต้องผ่านการตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมทุกกรณี

สิ่งที่จะเป็นตัวชี้ว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่ได้ดูเพียงว่า “ใครเป็นผู้บุกรุก” แต่ต้องดูว่า ขณะนั้นมีอันตรายใกล้จะถึงหรือไม่ การใช้อาวุธมีความจำเป็นหรือไม่ และการตอบโต้พอสมควรแก่เหตุหรือไม่

ขณะเดียวกัน การพกพาอาวุธปืนออกนอกบ้านหรือไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรหรือความจำเป็นเร่งด่วน ยังคงเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดข้อห้ามและเจ้าหน้าที่จะบังคับใช้อย่างเข้มงวด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง