จับตา "ราคารถพุ่ง" เซ่นสงครามยืดเยื้อน้ำมันผันผวนหนัก

ตลาดรถยนต์ปี 2569 ยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยลบใหม่ จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง คุณ วัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อ อาจทำให้ตลาดรถยนต์โดยรวมปีนี้ เติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเดิมคาดว่า ปี 2569 จะมียอดขายรวมอยู่ที่ประมาณ 620,000-630,000 คัน และคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ราวร้อยละ 1-2 จากปีที่แล้ว
นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อราคาขายรถยนต์ในระยะข้างหน้า ซึ่งมีแนวโน้มต้องปรับเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 5-10 เนื่องจากต้นทุนราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าขนส่งภายในประเทศ อยู่ในระดับสูง และอาจกระทบต่อทุกภาคส่วน หาก รัฐฯ สามารถลดภาระต้นทุนในส่วนนี้ไปได้ ผลกระทบก็จะไม่รุนแรงนัก แต่หากช่วยไม่ได้ ก็มีโอกาสที่ผลกระทบจะขยายวงกว้าง รวมถึงอาจต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนด้านซัพพลาย ซึ่งสถานการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงโควิด 19 ระบาด และเป็นปัจจัยที่ผลักให้ราคารถยนต์ปรับตัวสูงขึ้น
ดังนั้น งานมอเตอร์โชว์ปีนี้ อาจเป็นจังหวะสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์ ก่อนที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ค่ายรถยนต์ต่าง ๆ ก็เร่งออกโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงนี้ ยิ่งเป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
ขณะที่ ในฝั่งของรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจัยลบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น กลับถูกมองว่าเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเร็วขึ้น
ในประเด็นนี้ คุณ อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ผู้บริโภค มีมุมมองต่อรถยนต์ไฟฟ้าในแง่ของความคุ้มค่า และเปิดใจยอมรับรถอีวีมากขึ้นอยู่แล้ว เห็นได้จากยอดขายรถ บีอีวี เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 21 ของตลาดรถยนต์โดยรวม
ส่วนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจเปลี่ยนรถยนต์เร็วขึ้น และหันมาใช้รถยนต์ บีอีวี กันเพิ่มขึ้นอีก โดยคาดว่า สัดส่วนของ บีอีวี ในตลาดรถยนต์รวม จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30-35 ในปีนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
