รีเซต

สัญญาณเตือนจากขั้วโลก เพนกวินหายเกือบ 2 ใน 3

สัญญาณเตือนจากขั้วโลก  เพนกวินหายเกือบ 2 ใน 3
TNN ช่อง16
9 ตุลาคม 2569 ( 13:30 )
19

การหายไปของ WเพนกวินชินสแตรปW กว่า 680,000 ตัวภายใน 14 ปี ไม่ใช่เพียงการลดลงของประชากรสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในระบบนิเวศแอนตาร์กติกา เมื่ออุณหภูมิมหาสมุทรเปลี่ยน แหล่งอาหารอย่างคริลล์ได้รับผลกระทบ และผลกระทบก็ส่งต่อไปยังสัตว์ที่พึ่งพาอาหารเหล่านี้โดยตรง กรณีของเพนกวินชินสแตรปจึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ได้เกิดขึ้นไกลตัว แต่กำลังเปลี่ยนแปลงสมดุลของธรรมชาติ แม้ในพื้นที่ห่างไกลอย่างแอนตาร์กติกา

 

สัญญาณเตือนจากแอนตาร์กติกา เมื่ออาณานิคม เพนกวินชินสแตรป บนเกาะซาวอดอฟสกี ซึ่งเคยได้รับการยกให้เป็นอาณานิคมเพนกวินที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังเผชิญกับการลดลงของประชากรอย่างรุนแรง งานวิจัยล่าสุดพบว่า ในช่วงเวลาเพียง 14 ปี จำนวนเพนกวินชินสแตรปลดลงเกือบสองในสาม สะท้อนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นกับระบบนิเวศทางทะเลของแอนตาร์กติกา 

 

ผลการศึกษาพบว่า จำนวนเพนกวินชินสแตรปที่โตเต็มวัยและอยู่ในวัยผสมพันธุ์บนเกาะซาวอดอฟสกี ลดลงถึงประมาณ 63 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างปี 2011–2025 จากเดิมราว 1.09 ล้านตัว เหลือประมาณ 402,000 ตัว เท่ากับประชากรหายไปกว่า 680,000 ตัว ภายในเวลาเพียง 14 ปี


นักวิจัยใช้ทั้งภาพถ่ายทางอากาศ โดรน ภาพจากดาวเทียม และอุปกรณ์ติดตามที่ติดกับตัวเพนกวิน เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของประชากร รวมถึงพฤติกรรมการออกไปหาอาหารของเพนกวินชินสแตรป


หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นักวิจัยให้ความสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมหาสมุทร ซึ่งส่งผลต่อแหล่งอาหารของเพนกวิน โดยเฉพาะ “คริลล์แอนตาร์กติก” สัตว์ทะเลขนาดเล็กที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทรใต้ และเป็นอาหารหลักของเพนกวินชินสแตรป

 

เมื่อสภาพแวดล้อมทางทะเลเปลี่ยนแปลง แหล่งอาหารของเพนกวินก็เปลี่ยนตามไปด้วย ข้อมูลจากอุปกรณ์ติดตามพบว่า เพนกวินชินสแตรปต้องออกไปหาอาหารในพื้นที่ที่มีน้ำทะเลเย็นกว่า ซึ่งเป็นบริเวณที่พวกมันคาดว่าจะพบคริลล์ แต่การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและสภาพมหาสมุทรอาจทำให้แหล่งอาหารเหล่านี้มีความไม่แน่นอนมากขึ้น


นักวิจัยระบุว่า การลดลงของประชากรไม่ได้มีสาเหตุมาจากการปะทุของภูเขาไฟบนเกาะในปี 2016 เพียงอย่างเดียว แต่มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศในมหาสมุทรใต้


สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้เกาะซาวอดอฟสกีสูญเสียตำแหน่ง อาณานิคมเพนกวินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยปัจจุบันอาณานิคมเพนกวินอาเดลีที่แหลมอาแดร์ ในทะเลรอสส์ มีจำนวนมากกว่า


ขณะที่เพนกวินอีกสายพันธุ์หนึ่งอย่างเพนกวินมักกาโรนีกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งนักวิจัยมองว่าอาจเป็นเพราะเพนกวินมักกาโรนีสามารถกินอาหารได้หลากหลายกว่า ทำให้มีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า


การค้นพบครั้งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลว่า การลดลงของเพนกวินชินสแตรปอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนเกาะซาวอดอฟสกี แต่มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดขึ้นกับประชากรเพนกวินในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย จึงอาจจำเป็นต้องทบทวนสถานะการอนุรักษ์ของเพนกวินชินสแตรปในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง