“ประชาธิปไตย” ถือกำเนิดขึ้นได้อย่างไร ไทยเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อไหร่ ?

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ คนไทยจะได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งอีกครั้ง แต่รู้หรือไม่ว่า แนวคิดเรื่องการเลือกตั้งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเปลี่ยนรัฐบาล
หากแต่เป็นผลจากการเดินทางของแนวคิดเรื่อง “อำนาจของประชาชน” ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่กรีกโบราณ
ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง วันนี้ เราจะพาไปย้อนดูว่า ระบอบการปกครองประชาธิปไตยถือกำเนิดขึ้นบนโลกได้อย่างไร แล้วแนวคิดนี้ เข้าสู่ ที่สำคัญสุด เสียงของประชาชน จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างไร
“กรุงเอเธนส์” จุดเริ่มต้นประชาธิปไตยโลก
ระบอบประชาธิปไตย ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคกรีกโบราณ ช่วง 507 ปีก่อนคริสตกาล
ชายชื่อว่า “ไคลสทินิส” (Cleisthenes) นักปฏิรูปกฎหมาย ได้ปรับปรุงกฎหมายของกรุงเอเธนส์ให้มีความยุติธรรมมากขึ้น
เขาสร้างระบบที่เรียกว่า “Demokratia” (เดโม-ครา-เทีย) ซึ่งแปลว่า “อำนาจของประชาชน” โดยหนึ่งในลักษณะสำคัญของระบอบประชาธิปไตยเอเธนส์ คือ ประชาชนบางส่วนมีสิทธิเลือกผู้นำรัฐบาลได้อย่างอิสระ เพราะก่อนหน้าการปฏิรูป อำนาจการตัดสินใจทุกอย่างจำกัดไว้แค่กลุ่มชนชั้นขุนนางเท่านั้น
การเคลื่อนไหวนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนสามารถเลือกผู้นำของพวกเขาเองได้ แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ใช่ทุกคนในกรุงเอเธนส์จะสามารถเลือกผู้นำได้ เพราะมีเพียงแค่พลเมืองชายชาวเอเธนส์ ที่อายุเกิน 18 ปีเท่านั้น ที่จะมีสิทธิเลือกตั้ง ผู้หญิง, ทาส และคนต่างถิ่น ไม่มีสิทธิ์
นั่นหมายความว่า มีประชาชนในเอเธนส์ไม่ถึงครี่งหนึ่งเท่านั้น ที่สามารถเลือกตั้งได้
ภายหลังขุนนางก็กลับมามีอำนาจอีกครั้ง แต่แนวคิดเรื่องระบอบประชาธิปไตยแบบดั้งเดิมที่ถือกำเนิดขึ้นในกรุงเอเธนส์ไม่ได้หายไปไหน มันได้ถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง และได้รับการพัฒนามาเรื่อย ๆ
เพราะแม้กระทั่งในยุโรปยุคกลาง ที่เรียกได้ว่า เป็นยุคของการแบ่งชนชั้นอย่างมาก แต่ประชาชนทั่วไปก็มีสิทธิ์เลือกผู้นำรัฐบาล และผู้นำทางศาสนาของพวกเขาได้
บางประเทศถึงขั้นให้สิทธิประชาชนสามารถลงคะแนนเสียงเลือกกษัตริย์ของพวกเขาได้
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง มีเพียงผู้ชาย ที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นที่มีสิทธิลงคะแนนเสียง ผู้หญิง เด็ก คนต่างถิ่น ผู้ปฏิบัติงานทางศาสนา และคนยากจน ยังไม่มีสิทธิ์เหมือนเดิม คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคกรีกโบราณ
ต่อมา ในยุคเรืองปัญญา (the Enlightenment) ระบบการเลือกตั้งแบบเสรีได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการเกิดขึ้นของระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม
บรรดานักปรัชญา และนักคิดยุคนั้น มองว่า เสรีภาพประชาชน กับรัฐบาลที่เปิดกว้าง และเป็นอิสระ ดีกว่าการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในอดีต
แนวคิดเหล่านี้จึงกลายเป็น รากฐานสำคัญ ที่นำไปสู่การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม ซึ่งประชาชนสามารถควบคุมรัฐบาลได้ผ่าน การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม
“สหรัฐฯ” ประเทศผู้ส่งออกระบอบประชาธิปไตย
แนวคิดดังกล่าว มีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้ก่อตั้งสหรัฐฯ ในช่วงปลายคริสต์ศตววรษที่ 18 เมื่อสหรัฐฯ แยกตัวจากสหราชอาณาจักร และก่อตั้งรัฐบาลของตนเอง โดยเลือกเดินตามแนวทางระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ
ชาวอเมริกันมีสิทธิลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกผู้แทนราษฎร ให้ทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ แทนพวกเขา ระบบนี้ เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน”
โมเดลการปกครองของอเมริกามีอิทธิพลอย่างมากต่อโลก และถูกถ่ายทอดไปยังหลายประเทศ ซึ่งนำไปสู่การจัดให้มีการเลือกตั้งในประเทศเหล่านั้น
ช่วงแรก การเลือกตั้งจำกัดสิทธิไว้เฉพาะผู้ชาย และมักมีข้อจำกัดด้านเชื้อชาติ และทรัพย์สิน ต่อมาช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 สิทธิทางการเมืองของประชาชนเริ่มขยายตัวมากขึ้น หลังจากนั้น ผู้หญิงจึงเริ่มได้รับสิทธิเลือกตั้งในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
แม้หลายประเทศจะยกเลิกข้อจำกัดเหล่านี้อย่างเป็นทางการแล้ว แต่การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่ ซึ่งนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อ สิทธิพลเมือง ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่ระบบการเลือกตั้งแบบสมัยใหม่ในปัจจุบัน
ถึงประเทศทั่วโลกส่วนใหญ่จะหันไปใช้ระบอบประชาธิปไตย และมีเลือกตั้ง แต่ในทางปฏิบัติจริง กลับแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับบริบทของประเทศนั้น ๆ
บางประเทศใช้ระบบผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด ถือเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง และมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ บางประเทศอาจใช้ระบบสัดส่วน ที่นั่งจะถูกแบ่งตามจำนวนคะแนนเสียง หรือ บางประเทศก็ใช้ทั้ง 2 ระบบผสมผสานกัน
นอกจากนี้ บางประเทศถึงจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ก็ไม่ได้หมายความว่า การเลือกตั้งจะมีความโปร่งใส่ และเป็นธรรม ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลเผด็จการ อาจจะจัดการเลือกตั้งขึ้นมา เพียงเพื่อให้ดูว่าเป็นประชาธิปไตย ผลการเลือก
ตั้งอาจเป็นเท็จ หรือ ออกกฎกติกาที่อาจไม่เป็นธรรม เช่น ขัดขวางไม่ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ได้, จับกุมผู้นำพรรคฝ่ายตรงข้าม หรือควบคุมการรายงานสื่อ เป็นต้น
จุดเริ่มต้นระบอบประชาธิปไตยในไทย
หนังสือเรื่อง “จุดเริ่มต้นประชาธิปไตยไทย” จัดทำโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า แนวคิดเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยเริ่มเด่นชัดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงปูพื้นการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย
พระองค์ทรงวางรากฐานการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ โปรดเกล้าฯ จัดตั้งคณะที่ปรึกษาราชการในพระองค์ และคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ทั้งยังยกเลิกระบบทาสและไพร่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการให้สิทธิเสรีภาพแก่ปัจเจกบุคคล ขยายโอกาสทางด้านการศึกษาแก่ประชาชน ปูพื้นฐานให้พวกเขา พร้อมเข้าใจในเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตย และยังทรงส่งพระราชโอรส และลูกหลานข้าราชการไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเสรีนิยมและประชาธิปไตยกลับมา
“ดุสิตธานี” เมืองจำลองการปกครองประชาธิปไตยแห่งแรกของไทย
ต่อมาในช่วงยุค พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสร้างเมืองจำลองที่เรียกว่า “ดุสิตธานี” ขึ้นในปี 1918 เพื่อทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีลักษณะเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเทศบาลโดยดัดแปลงมาจากประเทศอังกฤษ
มีพรรคการเมือง 2 พรรค คือ พรรคฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวา พูดง่าย ๆ ก็คือ มีฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านอย่างในปัจจุบัน
มีการเลือกตั้งนคราภิบาล หรือ นายกเทศมนตรี และออกหนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์การเมือง เพื่อให้ข้าราชบริพารเรียนรู้ระบบประชาธิปไตย
แม้ในชีวิตจริง พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองสยาม แต่ในเมืองจำลอง พระองค์เลือกเป็นพลเมืองคนหนึ่งชื่อว่า ‘นายราม ณ กรุงเทพ’ ที่ทำอาชีพทนายความ มีหน้าที่พิเศษเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ และที่ปรึกษาราชการของสมุหเทศาภิบาล
แต่ ณ เวลานั้น ประชาชนยังขาดการศึกษาและไม่เห็นคุณค่าของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงยังไม่มีความพร้อมมากพอที่จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองใหม่ตามกระแสนิยมตะวันตก
เมืองดุสิตธานีจึงเปรียบเสมือนเป็นศูนย์การเรียนรู้ประชาธิปไตยแห่งแรกของไทยซึ่งทดลองให้เห็นถึงข้อดีข้อเสียก่อนนำไปปฏิบัติจริง
การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในยุคคณะราษฎร
เมื่อเข้าสู่ช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นับว่า เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมืองไทย แนวคิดระบอบปร ะชาธิปไตยเริ่มขยายตัวกว้างขวาง และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ถือเป็นจุดหักเหที่สำคัญที่สุด เมื่อกลุ่ม "คณะราษฎร" ได้เข้ายึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ
ประเทศไทยจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2476 เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งเป็นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ไทย โดยประชาชนจะเลือก "ผู้แทนตำบล" ก่อน แล้วให้ผู้แทนตำบลเหล่านั้นไปเลือก "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" ของจังหวัดอีกทีหนึ่ง
คุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งถือว่าก้าวหน้ามากในสมัยนั้น เพราะให้สิทธิทั้งชายและหญิงเท่าเทียมกันตั้งแต่ครั้งแรก จำนวนผู้มาใช้สิทธิครั้งนั้นคิดเป็น 41.57% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
หลังจากนั้น การเลือกตั้งที่เหลือของไทยจึงเป็นแบบทางตรงทั้งสิ้น ประชาชนสามารถเลือก ส.ส. โดยตรงดัวยตนเอง ไม่ต้องกระทำผ่านบุคคลใด จนถึงปัจจุบัน
ความสำคัญของการเลือกตั้งคืออะไร ?
การเลือกตั้งไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นประชาธิปไตยในสังคมนั้น ๆ แต่ยังสะท้อนถึงแนวคิด และความต้องการของประชาชน ที่สามารถเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง เพื่อนำไปสู่เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสังคมผ่านกระบวนการรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า การเลือกตั้งมีความสำคัญ ดังนี้
เป็นวิธีการที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองตามหลักการประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตัวแทนให้เข้าไปทำหน้าที่แทนตนเองในรัฐสภา และคณะรัฐบาล
เป็นวิธีการที่ใช้เปลี่ยนอำนาจการปกครองที่ทันสมัยและเป็นไปอย่างสันติ ซึ่งแตกต่าง จากมนุษย์ในสมัยโบราณที่ใช้กำลังใช้อาวุธเข้าต่อสู้กัน เพื่อแก่งแย่งอำนาจทางการปกครอง ซึ่งอาจจะเห็นได้ จากการเรียนวิชาประวัติศาสตร์
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อรัฐบาลไม่สามารถบริหาร ประเทศหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชนได้ก็จะคืนอำนาจให้ประชาชน ด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนตัดสินใจว่า สมควรจะเลือกใครเป็นผู้บริหารประเทศต่อไป
การเลือกตั้ง คือเครื่องมือในการยับยั้งการผูกขาดอำนาจ เพื่อเปิดทางให้คนกลุ่มใหม่ได้เข้ามาบริหารประเทศตามความต้องการของประชาชน และเป็นโอกาสให้เราได้เปลี่ยนตัวผู้แทนเมื่อผลงานไม่เป็นที่น่าพอใจ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
https://www.ebsco.com/research-starters/law/election?utm_source=chatgpt.com
https://cdc.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_dl_link.php?nid=8513&vcode=od14
https://cdc.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/elaw_parcy/ewt_dl_link.php?nid=2245
https://parliamentmuseum.go.th/2564/ar64-election-01.html
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
