รีเซต

“ประชาธิปไตย” ถือกำเนิดขึ้นได้อย่างไร ไทยเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อไหร่ ?

“ประชาธิปไตย” ถือกำเนิดขึ้นได้อย่างไร ไทยเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อไหร่ ?
TNN ช่อง16
31 มกราคม 2569 ( 22:09 )
1

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ คนไทยจะได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งอีกครั้ง แต่รู้หรือไม่ว่า แนวคิดเรื่องการเลือกตั้งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเปลี่ยนรัฐบาล


หากแต่เป็นผลจากการเดินทางของแนวคิดเรื่อง “อำนาจของประชาชน” ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่กรีกโบราณ


ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง วันนี้ เราจะพาไปย้อนดูว่า ระบอบการปกครองประชาธิปไตยถือกำเนิดขึ้นบนโลกได้อย่างไร แล้วแนวคิดนี้ เข้าสู่  ที่สำคัญสุด เสียงของประชาชน จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างไร


“กรุงเอเธนส์” จุดเริ่มต้นประชาธิปไตยโลก


ระบอบประชาธิปไตย ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคกรีกโบราณ ช่วง 507 ปีก่อนคริสตกาล 


ชายชื่อว่า “ไคลสทินิส” (Cleisthenes) นักปฏิรูปกฎหมาย ได้ปรับปรุงกฎหมายของกรุงเอเธนส์ให้มีความยุติธรรมมากขึ้น


เขาสร้างระบบที่เรียกว่า “Demokratia” (เดโม-ครา-เทีย) ซึ่งแปลว่า “อำนาจของประชาชน” โดยหนึ่งในลักษณะสำคัญของระบอบประชาธิปไตยเอเธนส์ คือ ประชาชนบางส่วนมีสิทธิเลือกผู้นำรัฐบาลได้อย่างอิสระ เพราะก่อนหน้าการปฏิรูป อำนาจการตัดสินใจทุกอย่างจำกัดไว้แค่กลุ่มชนชั้นขุนนางเท่านั้น 


การเคลื่อนไหวนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนสามารถเลือกผู้นำของพวกเขาเองได้ แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ใช่ทุกคนในกรุงเอเธนส์จะสามารถเลือกผู้นำได้ เพราะมีเพียงแค่พลเมืองชายชาวเอเธนส์ ที่อายุเกิน 18 ปีเท่านั้น ที่จะมีสิทธิเลือกตั้ง ผู้หญิง, ทาส และคนต่างถิ่น ไม่มีสิทธิ์

 

นั่นหมายความว่า มีประชาชนในเอเธนส์ไม่ถึงครี่งหนึ่งเท่านั้น ที่สามารถเลือกตั้งได้


ภายหลังขุนนางก็กลับมามีอำนาจอีกครั้ง แต่แนวคิดเรื่องระบอบประชาธิปไตยแบบดั้งเดิมที่ถือกำเนิดขึ้นในกรุงเอเธนส์ไม่ได้หายไปไหน มันได้ถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง และได้รับการพัฒนามาเรื่อย ๆ 


เพราะแม้กระทั่งในยุโรปยุคกลาง ที่เรียกได้ว่า เป็นยุคของการแบ่งชนชั้นอย่างมาก แต่ประชาชนทั่วไปก็มีสิทธิ์เลือกผู้นำรัฐบาล และผู้นำทางศาสนาของพวกเขาได้ 


บางประเทศถึงขั้นให้สิทธิประชาชนสามารถลงคะแนนเสียงเลือกกษัตริย์ของพวกเขาได้ 


แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง มีเพียงผู้ชาย ที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นที่มีสิทธิลงคะแนนเสียง ผู้หญิง เด็ก คนต่างถิ่น ผู้ปฏิบัติงานทางศาสนา และคนยากจน ยังไม่มีสิทธิ์เหมือนเดิม คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคกรีกโบราณ 


ต่อมา ในยุคเรืองปัญญา (the Enlightenment) ระบบการเลือกตั้งแบบเสรีได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการเกิดขึ้นของระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม 


บรรดานักปรัชญา และนักคิดยุคนั้น มองว่า เสรีภาพประชาชน กับรัฐบาลที่เปิดกว้าง และเป็นอิสระ ดีกว่าการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในอดีต 


แนวคิดเหล่านี้จึงกลายเป็น รากฐานสำคัญ ที่นำไปสู่การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม ซึ่งประชาชนสามารถควบคุมรัฐบาลได้ผ่าน การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม

“สหรัฐฯ” ประเทศผู้ส่งออกระบอบประชาธิปไตย


แนวคิดดังกล่าว มีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้ก่อตั้งสหรัฐฯ ในช่วงปลายคริสต์ศตววรษที่ 18 เมื่อสหรัฐฯ แยกตัวจากสหราชอาณาจักร และก่อตั้งรัฐบาลของตนเอง โดยเลือกเดินตามแนวทางระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ


ชาวอเมริกันมีสิทธิลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกผู้แทนราษฎร ให้ทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ แทนพวกเขา ระบบนี้ เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน”


โมเดลการปกครองของอเมริกามีอิทธิพลอย่างมากต่อโลก และถูกถ่ายทอดไปยังหลายประเทศ ซึ่งนำไปสู่การจัดให้มีการเลือกตั้งในประเทศเหล่านั้น 


ช่วงแรก การเลือกตั้งจำกัดสิทธิไว้เฉพาะผู้ชาย และมักมีข้อจำกัดด้านเชื้อชาติ และทรัพย์สิน ต่อมาช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 สิทธิทางการเมืองของประชาชนเริ่มขยายตัวมากขึ้น หลังจากนั้น ผู้หญิงจึงเริ่มได้รับสิทธิเลือกตั้งในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 


แม้หลายประเทศจะยกเลิกข้อจำกัดเหล่านี้อย่างเป็นทางการแล้ว แต่การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่ ซึ่งนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อ สิทธิพลเมือง ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่ระบบการเลือกตั้งแบบสมัยใหม่ในปัจจุบัน


ถึงประเทศทั่วโลกส่วนใหญ่จะหันไปใช้ระบอบประชาธิปไตย และมีเลือกตั้ง แต่ในทางปฏิบัติจริง กลับแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับบริบทของประเทศนั้น ๆ


บางประเทศใช้ระบบผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด ถือเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง และมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ บางประเทศอาจใช้ระบบสัดส่วน ที่นั่งจะถูกแบ่งตามจำนวนคะแนนเสียง หรือ บางประเทศก็ใช้ทั้ง 2 ระบบผสมผสานกัน 


นอกจากนี้ บางประเทศถึงจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ก็ไม่ได้หมายความว่า การเลือกตั้งจะมีความโปร่งใส่ และเป็นธรรม ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลเผด็จการ อาจจะจัดการเลือกตั้งขึ้นมา เพียงเพื่อให้ดูว่าเป็นประชาธิปไตย ผลการเลือก

ตั้งอาจเป็นเท็จ หรือ ออกกฎกติกาที่อาจไม่เป็นธรรม เช่น ขัดขวางไม่ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ได้, จับกุมผู้นำพรรคฝ่ายตรงข้าม หรือควบคุมการรายงานสื่อ เป็นต้น

จุดเริ่มต้นระบอบประชาธิปไตยในไทย


หนังสือเรื่อง “จุดเริ่มต้นประชาธิปไตยไทย” จัดทำโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า แนวคิดเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยเริ่มเด่นชัดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงปูพื้นการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย 


พระองค์ทรงวางรากฐานการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ โปรดเกล้าฯ จัดตั้งคณะที่ปรึกษาราชการในพระองค์ และคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ทั้งยังยกเลิกระบบทาสและไพร่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการให้สิทธิเสรีภาพแก่ปัจเจกบุคคล ขยายโอกาสทางด้านการศึกษาแก่ประชาชน ปูพื้นฐานให้พวกเขา พร้อมเข้าใจในเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตย และยังทรงส่งพระราชโอรส และลูกหลานข้าราชการไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเสรีนิยมและประชาธิปไตยกลับมา


“ดุสิตธานี” เมืองจำลองการปกครองประชาธิปไตยแห่งแรกของไทย


ต่อมาในช่วงยุค พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสร้างเมืองจำลองที่เรียกว่า “ดุสิตธานี” ขึ้นในปี 1918 เพื่อทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีลักษณะเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเทศบาลโดยดัดแปลงมาจากประเทศอังกฤษ


มีพรรคการเมือง 2 พรรค คือ พรรคฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวา พูดง่าย ๆ ก็คือ มีฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านอย่างในปัจจุบัน 


มีการเลือกตั้งนคราภิบาล หรือ นายกเทศมนตรี และออกหนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์การเมือง เพื่อให้ข้าราชบริพารเรียนรู้ระบบประชาธิปไตย


แม้ในชีวิตจริง พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองสยาม แต่ในเมืองจำลอง พระองค์เลือกเป็นพลเมืองคนหนึ่งชื่อว่า ‘นายราม ณ กรุงเทพ’ ที่ทำอาชีพทนายความ มีหน้าที่พิเศษเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ และที่ปรึกษาราชการของสมุหเทศาภิบาล


แต่ ณ เวลานั้น ประชาชนยังขาดการศึกษาและไม่เห็นคุณค่าของการปกครองระบอบประชาธิปไตย  จึงยังไม่มีความพร้อมมากพอที่จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองใหม่ตามกระแสนิยมตะวันตก 


เมืองดุสิตธานีจึงเปรียบเสมือนเป็นศูนย์การเรียนรู้ประชาธิปไตยแห่งแรกของไทยซึ่งทดลองให้เห็นถึงข้อดีข้อเสียก่อนนำไปปฏิบัติจริง


การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในยุคคณะราษฎร 


เมื่อเข้าสู่ช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นับว่า เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมืองไทย แนวคิดระบอบปร ะชาธิปไตยเริ่มขยายตัวกว้างขวาง และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ 


จนกระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ถือเป็นจุดหักเหที่สำคัญที่สุด เมื่อกลุ่ม "คณะราษฎร" ได้เข้ายึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ


ประเทศไทยจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน  2476 เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งเป็นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ไทย โดยประชาชนจะเลือก "ผู้แทนตำบล" ก่อน แล้วให้ผู้แทนตำบลเหล่านั้นไปเลือก "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" ของจังหวัดอีกทีหนึ่ง 


คุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งถือว่าก้าวหน้ามากในสมัยนั้น เพราะให้สิทธิทั้งชายและหญิงเท่าเทียมกันตั้งแต่ครั้งแรก จำนวนผู้มาใช้สิทธิครั้งนั้นคิดเป็น 41.57% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 


หลังจากนั้น การเลือกตั้งที่เหลือของไทยจึงเป็นแบบทางตรงทั้งสิ้น ประชาชนสามารถเลือก ส.ส. โดยตรงดัวยตนเอง ไม่ต้องกระทำผ่านบุคคลใด จนถึงปัจจุบัน

ความสำคัญของการเลือกตั้งคืออะไร ?


การเลือกตั้งไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นประชาธิปไตยในสังคมนั้น ๆ แต่ยังสะท้อนถึงแนวคิด และความต้องการของประชาชน ที่สามารถเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง เพื่อนำไปสู่เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสังคมผ่านกระบวนการรัฐสภา 


สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า การเลือกตั้งมีความสำคัญ ดังนี้ 


  1. เป็นวิธีการที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองตามหลักการประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตัวแทนให้เข้าไปทำหน้าที่แทนตนเองในรัฐสภา และคณะรัฐบาล

  2. เป็นวิธีการที่ใช้เปลี่ยนอำนาจการปกครองที่ทันสมัยและเป็นไปอย่างสันติ ซึ่งแตกต่าง จากมนุษย์ในสมัยโบราณที่ใช้กำลังใช้อาวุธเข้าต่อสู้กัน เพื่อแก่งแย่งอำนาจทางการปกครอง ซึ่งอาจจะเห็นได้ จากการเรียนวิชาประวัติศาสตร์

  3. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อรัฐบาลไม่สามารถบริหาร ประเทศหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชนได้ก็จะคืนอำนาจให้ประชาชน ด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนตัดสินใจว่า สมควรจะเลือกใครเป็นผู้บริหารประเทศต่อไป

  4. การเลือกตั้ง คือเครื่องมือในการยับยั้งการผูกขาดอำนาจ เพื่อเปิดทางให้คนกลุ่มใหม่ได้เข้ามาบริหารประเทศตามความต้องการของประชาชน และเป็นโอกาสให้เราได้เปลี่ยนตัวผู้แทนเมื่อผลงานไม่เป็นที่น่าพอใจ


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: 


https://www.ebsco.com/research-starters/law/election?utm_source=chatgpt.com

https://cdc.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_dl_link.php?nid=8513&vcode=od14

https://cdc.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/elaw_parcy/ewt_dl_link.php?nid=2245

https://parliamentmuseum.go.th/2564/ar64-election-01.html

https://parliamentmuseum.go.th/ar63-dusit.html

https://www.ebsco.com/research-starters/law/election

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง