NER ออเดอร์ยาวยันครึ่งปีย้ำเป้ายอดขาย3.4หมื่นล.

#NER #ทันหุ้น – NER ชี้ยอดขายไตรมาส 1/69 ไหลเข้าต่อเนื่อง หลังซื้อขายล่วงหน้า 3-4 เดือน หนุนออเดอร์เต็มยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน ไร้กังวลฐานการผลิตย้าย ชี้ไทยเป็นแหล่งผลิตยางที่สำคัญของโลก ย้ำเป้ารายได้แตะ 3.4 หมื่นล้านบาท
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ยอดขายยังคงมีการไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของโมเดลธุรกิจของบริษัทที่จะเน้นการซื้อขายล่วงหน้าก่อนการผลิตและส่งมอบจริงประมาณ 3-4 เดือน ทำให้บริษัทมีความมั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ประกาศวางไว้ จากการรับรู้รายได้และปริมาณการขายที่ค่อนข้างชัดเจนจากการทำสัญญาไว้ล่วงหน้าแล้ว
เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์คำสั่งซื้อในช่วงปัจจุบัน คำสั่งซื้ออยู่ในระดับทรงตัว ไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงเมื่อเทียบกับช่วงปกติ เนื่องจากธรรมชาติของธุรกิจยางพารามีเรื่องของฤดูกาล (Seasonal) เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยช่วงนี้เป็นช่วงที่เข้าสู่ Low Season ซึ่งผลผลิตยางจะออกน้อย ทำให้ไม่มีสินค้าเพียงพอที่จะให้ลูกค้าเข้ามาเร่งซื้อในปริมาณมาก
** ออเดอร์ยาวถึงมิ.ย.
ประกอบกับลูกค้าส่วนใหญ่ได้มีการตัดสินใจซื้อล่วงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก (High Season) ดังนั้นภาพรวมในช่วงต้นปี จึงเป็นลักษณะของการประคองตัวตามแผนงาน และคาดว่าจะเห็นภาพความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนและมีนัยสำคัญอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง
ทั้งนี้ บริษัทมียอดคำสั่งซื้อล่วงหน้ายาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน หรือครอบคลุมช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตามปกติแล้วคำสั่งซื้อจะเดินหน้าไปตามเป้าหมายที่วางไว้เสมอ อย่างไรก็ตาม หากในช่วงที่ราคายางในตลาดโลกมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง ก็อาจจะมีคำสั่งซื้อด่วนจากลูกค้าเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งปัจจัยนี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการและทำกำไรจากส่วนต่างราคา (Margin) ได้ดียิ่งขึ้น
ขณะที่เป้าหมายทางการเงินในปี 2569 บริษัทได้ตั้งเป้ารายได้จากการขายรวมไว้ที่ประมาณ 34,000 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณการขายยางพารา บริษัทได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 500,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่คาดว่าจะมียอดขายอยู่ที่ 470,000 ตัน
**ลือย้ายฐานผลิต** ขณะที่กระแสข่าวเรื่องผู้ผลิตยางหรือโรงงานล้อยางอาจมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอินเดียนั้น นายชูวิทย์มองว่า โอกาสที่จะเกิดการย้ายฐานการผลิตขนาดใหญ่นั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากอินเดียมีแหล่งวัตถุดิบของตนเอง
คล้ายกับประเทศจีน ซึ่งหากพิจารณาในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานและซัพพลายเชนแล้ว การตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยยังถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตยางพาราที่สำคัญของโลก ทั้งนี้ในปี 2569 คาดว่าจะมีปริมาณยางแห้งในประเทศไม่ต่ำกว่า 7 ล้านตันต่อปี ซึ่งถือเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อการรองรับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
ส่วนการขยายตลาดต่างประเทศ บริษัทยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าต่างประเทศที่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี บริษัทได้รุกขยายฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มประเทศอินเดียตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยมุ่งเน้นการผลิตยางธรรมชาติเป็นหลัก และยังไม่มีแผนที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เนื่องจากต้องการเน้นประสิทธิภาพการผลิตในกลุ่มสินค้าหลักให้สูงสุด
**หนุนรัฐคงนโยบาย**
ด้านนโยบายภาครัฐ นายชูวิทย์ให้ความเห็นว่า สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารงานนั้น ตนมองว่านโยบายด้านยางพาราเดิมที่ทำอยู่นั้นดีอยู่แล้ว และควรจะดำเนินนโยบายเดิมต่อไป โดยเฉพาะการส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งนั้น จะส่งผลดีต่อเนื่องมาถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมด้วย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีมาตรการส่งเสริมอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ เพียงแค่รักษาเสถียรภาพและสนับสนุนตามแนวทางเดิมก็เพียงพอแล้ว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
