รีเซต

พ.ร.บ.คอมฯ-หมิ่นประมาท เปิดสถิติ “คดีปิดปาก” ในไทย ทำไมรั้งอันดับ 1 อาเซียน

พ.ร.บ.คอมฯ-หมิ่นประมาท เปิดสถิติ “คดีปิดปาก” ในไทย ทำไมรั้งอันดับ 1 อาเซียน
TNN ช่อง16
17 กุมภาพันธ์ 2569 ( 17:58 )
11

พ.ร.บ คอมฯ-หมิ่นประมาท หนึ่งในการใช้กฎหมายเชิงเทคนิค ลดกระแส - ภาพลบ ช่วยปิดปากประชาชน ให้เลิกตั้งคำถาม เลิกสงสัย หรือแม้กระทั่งวิพากษ์วิจารณ์


“SLAPP” เครื่องมือปิดปากผู้เห็นต่างด้วยกฎหมาย


คดีการฟ้องร้องลักษณะนี้ จะถูกเรียกว่า “SLAPP” ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation แปลเป็นไทยตรง ๆ ก็คือ การฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ 


การฟ้องคดี SLAPP มักก่อให้เกิด “ภาวะชะงักงัน” ต่อการ ใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร เสรีภาพในการสมาคม เสรีภาพในการมีส่วนร่วม ทางการเมือง รวมถึงสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานอื่นๆ ทั้งใน รูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ที่ประเทศไทยผูกพันภายใต้ กฎหมายสิทริมนุษยชนระหว่างประ


ผู้ฟ้องมักไม่ได้มุ่งหมายที่จะชนะคดี แต่ใช้เพื่อให้หยุดการวิจารณ์เรื่องสาธารณะ หรือ ขัดขวางกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่อตนในช่วงเวลานั้น แม้ว่า ท้ายสุด ศาลจะตัดสินยกฟ้องก็ตาม 


ไทยมีคดี SLAPP สูงสุดอันดับ 1 ของอาเซียน


องค์กร Protection International (PI) รายงานว่า ตั้งแต่ พฤษภาคม 2557 ถึง กุมภาพันธ์ 2568 ไทยมีจำนวนคดี SLAPP ทั้งหมด 595 คดี จาก 13 ฐานความผิด ถือเป็นสถิติการฟ้องร้องปิดปากสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน 


กฎหมายที่มักถูกใช้ในการฟ้องคดี SLAPP ได้แก่ 

  • ข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา 

  • ความผิดฐานหมิ่นประมาททางแพ่ง 

  • การละเมิดทางแพ่ง

  • พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

  • ข้อหาเกี่ยวกับการกระทำที่เข้าข่ายการยุยงปลุกปั่น 

  • พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

โดยทั่วไป ลักษณะของคดีจะเป็นไปในลักษณะของ “ผู้ฟ้อง” เป็นบุคคลหรือองค์กรที่มีอำนาจหรือทรัพยากร จำเลยมักจะเป็นประชาชน นักเคลื่อนไหว สื่อมวลชน หรือผู้ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในการกระทำเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ เช่น การเปิดโปงคอร์รัปชัน การประท้วง การเขียนบทความ หรือการโพสต์ในโซเชียลมีเดีย 

ไม่ได้หวังผลชนะ เพียงต้องการให้หยุดวิจารณ์


การถูกฟ้องร้องคดี SLAPP ส่งผลให้จำเลยต้องถอยกลับเข้าสู่เงามืด เพราะการต่อสู้กับผู้มีอิทธิพลและอำนาจนั้นใช้เวลามากเกินไป บางคนต้องขายทรัพย์สินทุกอย่างที่หามา เพื่อต่อสู้คดี จนทำให้บั่นทอนจิตใจมากเกินไป


ยกตัวอย่างเช่น กรณีข้อพิพาทระหว่างบริษัทรับสัมปทานเหมืองรายหนึ่ง กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีการฟ้องหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหายชาวบ้านสูงถึง 50 ล้านบาท 


หรือจะเป็นเคสต่างประเทศกรณีบริษัทปาล์มน้ำมันอินโดนีเซียฟ้องนักข่าว ที่รายงานว่า บริษัทใช้แรงงานผิดกฎหมายและมีผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น โดยโดนบริษัทฟ้องหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหายจำนวนมาก 


ข้อมูลจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ปัจจุบันการฟ้องปิดปากมีเพิ่มมากขึ้น โดยเป็นรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ดำเนินคดี

ดันร่างกฎหมาย Anti-SLAPP Law ป้องกันฟ้องกลั่นแกล้ง


ปัจจุบัน เพื่อหยุดการใช้กฎหมายปิดปากผู้เห็นต่าง หลายฝ่ายจึงมีความพยายามเร่งผลักดัน ร่างกฎหมายป้องกันฟ้องปิดปากฯ หรือ Anti-SLAPP Law เพื่อให้การพูดความจริง เพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การแฉกลโกงทุจริต, การตั้งคำถามถึงความโปร่งใส่ของภาครัฐ ไม่มีความผิดทั้งทางอาญา และแพ่ง 


ขณะเดียวกัน หากศาลพบว่า เป็นการใช้กฎหมาย เพื่อฟ้องกลั่นแกล้ง ก็จะสั่งยุติคดีทันที และผู้ฟ้องจะต้องจ่ายค่าเสียหายคืนให้ผู้ถูกฟ้องอีกด้วย เป็นเหมือนบทลงโทษ ของการใช้กฎหมายกลั่นแกล้งผู้อื่น และป้องกันการฟ้องซ้ำ 


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: 


https://www.icj.org/wp-content/uploads/2022/09/poster-SLAPP-TH.pdf

https://www.seub.or.th/bloging/news/2025-126/

https://policywatch.thaipbs.or.th/article/legal-38

https://greennews.agency/?p=40561

ข่าวที่เกี่ยวข้อง